คุยกับ... นักจิตวิทยาพัฒนาสมอง ขุนเขา-สินธุเสน เขจรบุตร

เรานัดกับ คุณภู-ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร ที่สวนโมกข์กรุงเทพฯ ในช่วงเวลาดีแดดร่มลมเย็น หากไม่รู้จักว่าผู้ชายที่กำลังเดินเข้ามาทักทายคือ นักจิตวิทยาพัฒนาสมอง ภาพแรกที่เห็น เชื่อว่าหลายคนคงคิดว่าเขาก็คือผู้ชายที่ดูเป็นหนุ่มออฟฟิศ วัยหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่ถ้าดูจากประวัติ ไม่ว่าจะเป็นดีกรี ทั้งการเรียน การงาน ดีกรีต่าง ๆ ยาวเป็นหางว่าว (จริง ๆ ) ถ้าเทียบกับวัยของเขาแล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา ผู้ชายคนนี้เป็นนักจิตวิทยาพัฒนาสมอง ปัจจุบันมีผลงานมากมาย เป็นทั้งวิทยากรบรรยายให้กับหน่วยงานต่าง ๆ เป็นแขกรับเชิญในรายการโทรทัศน์และคลื่นวิทยุ เป็นนักเขียน นักตอบปัญหาชีวิต คอลัมนิสต์ อาจารย์พิเศษ ฯลฯ

มา ‘เปิด’ ใจ เพื่อ ‘เปลี่ยน’ บางอย่างในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความคิด มุมมอง ที่ส่งผลไปยังการกระทำ จากเรื่องราวบทสัมภาษณ์ของผู้ชายเก่งคนนี้ ที่จะพาไปรู้จักความเป็นขุนเขา นักจิตวิทยาพัฒนาสมอง ที่มาพร้อมกับการพูดคุยแฝงข้อคิดชีวิตได้อย่างน่าสนใจ
 
วิธีที่จะทำให้เราหาตัวเองหรือสิ่งที่ชอบ ที่ถนัดให้เจอ คำแนะนำจากเขาก็คือคนเราสามารถหาตัวเองให้เจอได้ด้วยการทำเยอะ ๆ
“อย่าเป็นต้นไม้ที่อยู่ในกระถาง เพราะต้นไม้ที่อยู่ในกระถางไม่เคยเป็นต้นไม้ที่โตสูง ซึ่งต้นไม้ที่โตสูงใหญ่ให้ร่มเงากับโลกนี้ได้เยอะ ต้องเป็นต้นไม้ที่อยู่ในพื้นดิน อยู่ในที่ที่โล่ง ลองเยอะ ๆ กล้าออกจากกรอบเดิม ๆ อย่าขังตัวเองอยู่ในที่เดิม ๆ นาน ๆ ถ้ายังคิดว่าหาสิ่งที่ตัวเองใช่ไม่ได้ พยายามอย่าฝืนอยู่ตรงนั้นนาน อาจจะฝืนได้ เช่น คุณบอกคุณไม่ชอบกฎหมาย แต่พ่อแม่ให้คุณเรียนนิติ ก็เรียนไปครับ เพราะสุดท้ายในสิ่งที่เรียนนิติศาสตร์ มันอาจจะมีประโยชน์กับคุณถ้าวันหนึ่งคุณเป็นจิตรกร คุณก็จะเป็นจิตรกรที่เข้าใจเรื่องกฎหมาย กระบวนการคิดของคุณ คุณอาจจะวาดภาพความอยุติธรรมของโลกได้ดีกว่าคนอื่น จำไว้ว่าสิ่งที่คุณเรียนหรือสิ่งที่คุณทำอยู่ มันมีประโยชน์เสมอ"
 
บางครั้งเราเองก็ต้องยอมรับ ยามที่เผชิญปัญหา อาจจะคิดอะไรไม่ออก เหมือนมีเมฆหมอกบัง แต่พอมีใครสักคนมาแตะไหล่ หรือเพียงคำพูด ก็อาจจะเป็นสิ่งที่มาฉุดให้เราปรับเปลี่ยนความคิดไปในทางที่ดีได้
“ผมว่าบางครั้งที่เหมือนเราเจอเมฆหมอก หาทางออกไม่เห็น ไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่คนเรามักจะมองไม่เห็นในสิ่งที่ตัวเองก็รู้อยู่แล้ว เพราะถ้าคุณยืนอยู่บนภูเขา สิ่งที่คุณจะมองไม่เห็น ก็คือภูเขาที่คุณยืนอยู่ครับ ถ้าตาคุณอยู่ใกล้หนังสือที่อ่าน ตาคุณอยู่ใกล้ตัวอักษรเกินไป คุณก็จะอ่านอะไรไม่ออกมันจะพร่าไปหมดเลย คนเราพออยู่ใกล้อะไรมักจะมองมันไม่เห็น เหมือนกับความจริงอีกอย่างที่ว่าเวลาเราอยู่ใกล้สิ่งดี ๆ ในชีวิต พ่อแม่ที่ดูแลเรา แฟนที่ดีกับเรา คอยเป็นที่ปรึกษาเรา บ้านที่เราอาศัย รถที่เราขับ งานที่เรามีเราอยู่ในสิ่งไหน เรามักจะมองไม่เห็นสิ่งนั้น นี่คือความจริงที่ว่าทำไมเวลาคนนอกมาพูดเราถึงเห็นได้ชัด หากเราได้ลอยอยู่เหนือสิ่งที่เรามี ลอยอยู่เหนือสถานการณ์ที่เรากำลังเจอ เมื่อถ้าเรามองลงมา หรือมองกลับมา ตอนนั้นแหละเราจะสามารถเห็นชีวิตตัวเองได้ชัดขึ้น ผมถึงได้บอกไงว่าให้พยายามพาตัวเองออกไปเจอสิ่งใหม่ ๆ เพราะเวลาคุณเจอสิ่งใหม่ ๆ คุณจะมองกลับมาที่ชีวิตของคุณด้วยดวงตาคู่ใหม่ แล้วคุณจะเห็นว่าบ้านคุณก็อยู่ที่เดิม แต่คุณรักมันมากขึ้น แฟนคุณก็คนเดิม แต่คุณเข้าใจเขามากขึ้น ไม่ใช่ว่าเขาเปลี่ยนไปนะ แต่คุณได้เปลี่ยนเป็นคนใหม่เสียเอง”
 
 
บางคนบอกว่าสมองสำคัญกว่าหัวใจ ในขณะที่หลายคนบอกหัวใจคนเราสำคัญ คำถามก็คือจริง ๆ แล้วมันขึ้นอยู่กับสิ่งใดเป็นสำคัญมากกว่ากันในการใช้นำทางชีวิต
“ความรัก ความคิด จินตนาการ ทุกอย่างไม่ได้อยู่ที่หัวใจ ทุกอย่างอยู่ที่สมองครับ แต่คำว่าหัวใจน่าจะหมายถึงความรู้สึกมากกว่า ในการใช้ชีวิตผมอยากจะบอกว่าให้ความรู้สึกนำทางเรา แต่อย่าให้ความรู้สึกควบคุมเรา หมายความว่าถ้าเรารักอะไรสักอย่าง หรือรักใครสักคน ให้ความรู้สึกนำทางเราได้ เพราะความรู้สึกเป็นเข็มทิศที่ดีที่สุดในชีวิต หัวใจเราจะรู้ว่าเราต้องการอะไรมากกว่าสมอง ความรู้สึกเราบอกว่าเราต้องการอะไรมากกว่าความคิด เรารู้สึกกับสิ่งนี้สิ่งนั้น อยากทำอะไร อยากเป็นอะไร อยากคบใคร ฟังความรู้สึกครับ แต่อย่าเชื่อมันเสมอไป รู้ไหมว่านักโกหกที่เก่งกาจที่สุดในโลกใบนี้คืออารมณ์ของเราเอง ความรู้สึกของเราเป็นนักหลอกลวงนักต้มตุ๋นที่เก่งที่สุดในโลก คุณบอกว่าถ้าได้แต่งงานกับคนนี้ ฉันฟินแล้ว ถ้าได้เป็นแฟนกับคนนี้ ฉันจบแล้วเพราะชีวิตจะมีความสุขตลอดกาล แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่ง ทุกข์เป็นบ้า หรือคิดว่าถ้าได้ตำแหน่งนี้มา ชีวิตนี้ฉันจะสุขที่สุด ฉันพอแล้ว ปรากฏว่าพอที่ไหน คุณก็ไปอยากได้อย่างอื่นอีก หรือคุณรู้สึกว่าความทุกข์ที่กำลังเผชิญนี้ ไม่มีทางหายหรอก มันจะต้องอยู่กับฉันไปตลอดกาล แต่พอผ่านไปเดือนหนึ่ง ปัญหาใหม่มา ปัญหาเก่าคุณลืมไปแล้ว หายไปแล้วเห็นไหม...ฉะนั้น ขอให้ใช้ความรู้สึกนำทางเราได้ แต่อย่าเชื่อมันเสมอไป ให้ใช้สติครับในการกลั่นกรองความรู้สึกให้ดี"
  • คอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1040 ปักษ์หลังมีนาคม 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.