เบื้องหลังหนังพาไป การเดินทาง​ข้างนอกข้างใน ของบอลและยอด           หนังสั้นของ บอล-ทายาท เดชเสถียร และ ยอด-พิศาล แสงจันทร์ได้เดินทางไปประกวดตามเทศกาลหนังในต่างประเทศ และกลายเป็นประตูบานใหญ่พาทั้งคู่ออกท่องโลก ตามมาด้วยสารคดีการเดินทางที่ชื่อ‘หนังพาไป’ รายการที่มีพวกเขาทำทุกหน้าที่ ทั้งโปรดิวเซอร์ เขียนบทตัดต่อ กำกับฯ ถ่ายภาพ รวมถึงเป็นผู้ดำเนินรายการ
          ด้วยรูปแบบรายการที่มีเสน่ห์ไม่เหมือนใคร ทำให้หนังพาไปกลายเป็นรายการที่มีคนรอติดตามจำนวนไม่น้อย ทั้งเฝ้าหน้าจอทุกวันอาทิตย์ ทางไทยพีบีเอสตอน 4 ทุ่ม และโหลดดูคลิปย้อนหลัง ถึงวันนี้หนังพาไปเดินทางมาถึง 3 ซีซั่นแล้ว เป็นซีซั่นที่พาเราไปยังอินเดียและจีน 2 ประเทศใหญ่ในเอเชีย
          วันนั้นนอกจากจะคุยกับพวกเขาถึงเบื้องหลังการทำรายการแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เราได้พบจากบอลและยอดคือการเดินทางภายในของพวกเขาที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางภายนอก

อย่างที่บอกว่าตัวเองโตขึ้น มีมุมมองอะไรที่อยากนำเสนอให้มากขึ้นในซีซั่นนี้
ยอด เหมือนเทปที่ถ่ายมา เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเล่าไปในทิศทางไหน นอกจากได้กลับมาดูเทปดูฟุตเตจที่ถ่ายมา แล้วค่อยมาเรียงเรื่อง มาขมวด เคยคิดว่าตัวเราเป็นคนเขียนบท แต่จริง ๆ แล้วตัวเทป ตัวการเดินทางเขียนตัวมันขึ้นมาเองด้วยซ้ำ ว่าควรจะเล่าเรื่องอะไร บางทีเราตั้งใจจะเล่าเรื่องนี้ แต่ไปยังไงก็ไปไม่ถึง เพราะไม่ได้ทั้งอารมณ์ ทั้งภาพ ฟุตเตจไม่สามารถบิดไปในทางนั้นได้เลย ต้องไปทางนี้เท่านั้น หรือเล่าได้แค่นี้เท่านั้น บางทีก็แตะไปมากจนเรางงว่าสามารถไปได้ขนาดนี้เชียวหรือ
บอล ตอนนี้รู้ว่าไม่ได้โตขึ้นจากการเดินทางอย่างเดียว ต้องขอบคุณว่าเราเอาสิ่งที่ถ่ายจากการเดินทางมาทำงานต่อ มาหาข้อมูลเพิ่มเติม เราเรียนรู้มากขึ้นจากขั้นตอนหลังการเดินทางทั้งสิ้น อย่างบ้านของมหาตมะคานธี เราก็รู้แค่ประมาณหนึ่ง ไปถึงซาบซึ้งประมาณหนึ่ง แต่พอกลับมาทำข้อมูลเพิ่ม มาเอาหนังเข้าไปแทรก ทำให้รู้สึกว่า เราดำดิ่งกับเรื่องนั้นมากขึ้น การเอาฟุตเตจมาทำหนังพาไปเหมือนเป็นการทำวิจัยในแต่ละเรื่อง ๆ ลึก ๆ คัดมาเฉพาะเรื่องที่เรามีเวลาแค่นี้ เอาให้สุด ๆ แค่มุมนี้มุมเดียว ทั้งที่มันมี 8 มุมที่จะเล่าได้ ซีซั่นนี้ก็ทำให้เราโตขึ้นจากการทำข้อมูล

ตั้งแต่ซีซั่นแรกจนถึงวันนี้เชื่อว่าสิ่งที่คนดูได้รับจากหนังพาไปอีกอย่างคือการนำสิ่งที่เห็นในต่างประเทศมาสะท้อนถึงปัญหาในบ้านเมืองเรา 
ยอด คงเหมือนคนที่ไม่เคยไปเมืองนอก แล้วไม่รู้ว่าเมืองนอกเป็นยังไง แต่พอได้ไปเห็นอะไรอย่างนี้ตั้งแต่การเดินทางครั้งแรก เลยรู้สึกอยากเอามาบอกคนในประเทศ อย่างเรื่องระบบขนส่งสาธารณะของเขาที่ตรงเวลา พ่อแม่เรายังไม่รู้เรื่องเลยว่ารถไฟตรงเวลาได้ รถเมล์ปลอดภัยได้ มีระบบที่ดีกว่านี้นะ ทั้งที่เราเคยได้ยินว่า ส.ส. รัฐมนตรี พวกผู้เกี่ยวข้องไปดูงานเพื่อศึกษาระบบนี้มาใช้ในเมืองไทย แต่ทำไมมันไม่เกิดอะไรขึ้นมา
บอล ...ถ้าสังเกตมาจนถึงซีซั่น 3 จะพบว่าเราไม่ค่อยกลับมาเปรียบเทียบแบบเชิงลบแรง ๆ หรือจิกกัดมาก ๆ แล้ว เพราะที่ทำมาได้เรียนรู้ว่า จริง ๆ เวลาที่เราต้องการเปลี่ยนอะไรสักอย่างหนึ่ง การไปยืนชี้นิ้วด่าเขา จะมีแรงลบสะท้อนมาจากเขา ไม่มีใครอยากมาโดนด่า ทั้ง ๆ ที่เขาเองอาจอยากเปลี่ยน อยากปรับนะ แต่ถ้าคุณมาชี้หน้าด่า เราจะต่อต้านและไม่ทำ เลยคิดเปลี่ยนเป็นวิธีชม เจออะไรที่ดีมาเราก็ชม พูดอ้อม ๆ ให้เขาเห็น และให้เขาเกิดแรงบันดาลใจ จีนมีอะไรดีก็หยิบขึ้นมาว่าเขาทำได้อย่างไร แต่จะไม่ชี้ไปโดยตรงว่าทำไมคุณไม่ทำ ก็มีหลายคนถามว่าทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเปรียบเทียบเมืองไทย เราว่าวิธีแบบนี้เป็นเชิงบวกที่ยั่งยืนกว่า ชี้หน้าด่าอาจจะสะใจ แต่เกิดแรงลบตามมา

เริ่มคิดถึงซีซั่น 4 ไหม ดูเหมือนยังมีความสนุกกับการเดินทางอยู่
ยอด เอาเข้าจริง ผมว่าอายุหนังพาไปมันควรจะพอ เหมือนเราแก่เกินที่จะเป็นหนังพาไปได้อีกแล้ว แต่อันนี้ก็ยังไม่รู้ครับ เพราะช่วงนี้อาจเป็นช่วงที่ทำงานหนักมาก เลยรู้สึกว่า ไม่เอาแล้ว คิดกันว่าเราไล่ตัวเองดีกว่าให้เขาไล่ ขอจากไปแบบเท่ ๆ ดีกว่าจากไปแบบยื้อความตายไปเรื่อย ๆ...
บอล ที่อยากทำซีซั่นต่อ เหตุผลหลักคืออยากไปเที่ยวอีก จริง ๆ พยายามแยกให้ชัดว่าที่อยากทำต่อเพราะอะไร แต่พอคิดว่าเที่ยวเสร็จ กลับมาต้องตัดต่อ เป็นช่วงที่งานมันหนัก เวลาคิดถึงกระบวนการหลังจากเที่ยวเสร็จแล้วเนี่ย เที่ยวสนุก ทุกข์ถนัดอย่างที่เขาบอกจริง ๆ ทำให้เราทบทวนอีกครั้งว่าอยากทำมันมากแค่ไหน...
  • คอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1039 ปักษ์แรกมีนาคม 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.