DR.POP ฐาวรา สิริพิพัฒน์ ความสำเร็จของเด็กไฮเปอร์

ในแวดวงนักอ่านน้อยคนนักจะไม่รู้จัก DR.POP ฐาวรา สิริพิพัฒน์ นักเขียนเจ้าของฉายา Prince of Sci-Fi จากปรากฏการณ์หนังสือขายดี The White Road นวนิยายแนวแฟนตาซีที่เขียนขึ้นโดยคนไทย ตอนนั้นเขาอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น


    ความสำเร็จของ The White Road ที่ขึ้นอันดับ 1 หนังสือขายดีทั่วประเทศ ทำให้เด็กชั้นมัธยมฯคนหนึ่งมีชื่อเสียงโด่งดัง เขากลายเป็นตัวอย่างของเยาวชนคนเก่ง เป็นไอดอลของน้อง ๆ ที่อยากเขียนหนังสือ เป็นนักเขียนดาวรุ่งที่สื่ออยากสัมภาษณ์ หลังจากนั้นเขายังคงสร้างผลงานเขียนอย่างต่อเนื่อง และชัดเจนในแนวทางของการเป็นนักเขียน นั่นคือเบื้องหน้าที่เรารู้จัก DR.POP

    แต่ใครจะรู้ว่า...เบื้องหลังผู้ชายคนนี้มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับคนอื่นมาตลอด โดนเพื่อนเกลียด เพื่อนทิ้ง เป็นคนขี้เหวี่ยง ขี้วีน ใจร้อน ล้มเหลวเรื่องความสัมพันธ์อย่างหนักจนเคยคิดฆ่าตัวตาย


    สิ่งที่เขาเป็นนั้นส่งผลมาจากโรคสมาธิสั้น ซึ่งเขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นเมื่ออายุ 31 ปี

    “แม่บอกว่า ที่ไม่บอก เพราะไม่อยากให้มีปม จะได้ทำตัวเหมือนคนปกติ แม้มันจะไม่ปกติก็เถอะ พอแม่บอกตอนนั้นเรากลับรู้สึกว่า ดีจัง เป็นโรคนี้แต่สร้างความสำเร็จแบบนี้ได้ เป็นนักเขียนได้ เป็นนักพูดได้ และกำลังจะเป็นโค้ช”

    ซึ่งในวันนี้เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์และเทรนเนอร์ด้านจิตวิทยาการสื่อประสาทเพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์ (Certified NLP* Trainer) และยังจบการศึกษาด้านการโค้ชจาก NLP TopCoach สหรัฐอเมริกา นับเป็นโค้ช NLP ที่กำลังมาแรงอีกคนของเมืองไทย

*NLP หมายถึง Neuro-Linguistic Programming จิตวิทยาการสื่อประสาท

 

ในท้ายหนังสือเรื่อง ‘ไปใช้ชีวิตซะ’ คำแนะนำตัวผู้เขียนที่เราพบว่าต่างจากหนังสือเล่มก่อน ๆ ของคุณ อย่างแรกคือคำนำหน้าที่ตอนนี้กลายเป็นอาจารย์ป๊อบ นอกจากนั้นยังระบุว่าเคยเป็นโรคสมาธิสั้น และเคยล้มเหลวในความสัมพันธ์อย่างหนัก ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เชื่อว่าหลายคนก็ไม่เคยรู้มาก่อน
          ผมรู้สึกว่าถ้าเรามาถึงจุดที่เปลี่ยนแล้ว และประสบความสำเร็จ ก็ยินดีที่ให้คนรู้ว่าผ่านอะไรมา ป๊อบไม่อายความล้มเหลว ไม่อายสิ่งที่ผิดพลาด แม้ปัจจุบันจะมีคนเอาความล้มเหลวของเรามาเล่นเพื่อโจมตี ป๊อบไม่แคร์ อย่างตอนหนังสือ The White Road ออก และได้เป็นไทยแลนด์เบสท์เซลเลอร์ตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรก ก็โดนโจมตีในทวิตเตอร์ แม้กระทั่งตอนนี้ยังมีคนหยิบยกประเด็นนั้นมาพูด

ตอนอายุ 17 ที่เขียน The White Road ครั้งแรกกลายเป็นหนังสือที่สร้างปรากฏการณ์วงการหนังสือเมืองไทย แน่นอนว่าทั้งเงิน ทั้งชื่อเสียง ความโด่งดังก็เข้ามาหาเด็กคนนี้ ตอนนั้นรู้สึกยังไง 
          หูย...ใหญ่โตมโหฬาร รู้สึกฉันใหญ่ ฉันเท่ คือเด็กผู้ชาย ที่อยู่ ๆ มีชื่อเสียงจะรู้สึกว่าหล่อ เท่ ทำอะไรก็ได้ ไม่เห็นหัวใครก็ได้ พูดจาระรานใครก็ได้ ฉันพาวเวอร์ฟูล เป็นไฮเปอร์อยู่แล้ว มีชื่อเสียงตรงนั้นยิ่งไปกันใหญ่ คราวนี้ความถูกผิดไม่มีแล้ว ทำตัวน่ารังเกียจ ฉากหน้าเป็นเด็กประสบความสำเร็จ คนจ้างเยอะ ออกงานอีเว้นท์ถี่ เป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่เบื้องหลังไม่ได้เรื่อง ไม่ประสบความสำเร็จเรื่องมิตรภาพ ตลอด 4 ปี เรียนมหาวิทยาลัยไม่มีเพื่อนแท้

ถามคุณแม่ไหมว่าทำไมถึงตัดสินใจบอกเรื่องโรคสมาธิสั้นตอนคุณอายุ 31 
          เพราะเขาเห็นว่าผมอยู่ในอารมณ์ที่มั่นคงแล้ว ตอนนั้นเรียนการโค้ชชิ่งจนระดับหนึ่งแล้ว มันมี 3 ระดับ เราจบระดับหนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่า ชีวิตดีขึ้นนะ แม่เลยบอกว่า จำไว้นะโรคนี้เป็นกำไรชีวิต อย่าได้อาย อย่าได้ดูถูกตัวเอง ให้ภูมิใจไว้เลยว่าแกเป็นโรคนี้ แต่แกทำได้ขนาดนี้ ผมเลยจะเอาตรงนี้เป็นแรงบันดาลใจ เราอยากให้เขารู้ว่ามีคนคนหนึ่งนะที่ต่อสู้ชีวิตกับการเป็นโรคนี้ ผิดพลาด ล้มเหลว สูญเสีย ทำให้คิดสั้นมาแล้วหนึ่งครั้ง แต่มีชีวิตใหม่ในวันนี้ได้ ถ้าเราทำได้ คุณก็ต้องทำได้

อยากทราบว่าคุณแม่เลี้ยงคุณมาอย่างไรกับเด็กไฮเปอร์คนหนึ่ง
          คุณแม่เน้นว่า เวลาอยู่ในห้องให้ดูเยอะ ๆ ฟังเยอะ ๆ อ่านเยอะ ๆ ทำให้มากกว่าคนอื่น 10 เท่าจะได้เก่ง เขาพูดแค่นี้ เราก็จะติดเป็นนิสัย เวลาผมคุยกับใครหรือเรียน ผมจะดูและฟังเต็มที่มาก มันทำให้เราโฟกัสเฉพาะสิ่งที่มีแพชชั่น อะไรที่ไม่มีแพชชั่นกับมัน ต่อให้ได้เงินเยอะ ก็ไม่ทำ ทำให้เรามีโฟกัสทีละเรื่อง ๆ แม่สอนอย่างนี้ แล้วแม่จะมีกุศโลบายการอ่านหนังสือ แม่จะพาผมไปซื้อหนังสืออาทิตย์ละเล่มทุกครั้ง เราจึงติดนิสัยการอ่านหนังสือ ถึงบุคลิกภายนอกเราเป็นคนเร็วมาก แต่ทักษะการอ่านบังเอิญดี อ่านจับใจความได้ สามารถสรุปหนังสือที่เป็นเล่มใน 1 หน้าได้ แล้วจำได้ตลอดไปด้วย

ตอนเขียนหนังสือแนวแฟนตาซี คุณก็ประสบความสำเร็จจากการเป็นเบสท์เซลเลอร์มาแล้ว พอมาเปลี่ยนแนวเขียน ก็นับว่าประสบความสำเร็จอีก ความรู้สึกมันต่างกันไหมจากหนังสือ 2 แบบ
          ต่างกันครับ แพชชั่นต่างกัน แพชชั่นหนังสือแนวแฟนตาซีเพื่อสนองจินตนาการที่เราขาด แล้วอยากมี แต่เล่มล่าสุดคือการช่วยคน การพัฒนา การปลดล็อกทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความสัมพันธ์ สุขภาพ การงาน การเงิน การพักผ่อน การให้ จิตวิญญาณ การพัฒนาตัวเอง ตอบโจทย์ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ แล้วเป็นหนังสือที่เราต้องใช้ความรู้เยอะ ใช้ความรู้จากการเป็นอาจารย์ ต้องศึกษาข้อมูล บทวิจัย วิทยาศาสตร์ ปรัชญา ศาสนา 80% ของหนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องจริง เป็นทฤษฎี ซึ่งผมไม่เคยเขียนแบบนี้ แต่พอเขียนแล้วพบว่าแบบนี้ง่ายกว่า เราแค่เอาทฤษฎีมาเรียบเรียงในแบบของเรา สร้างแพทเทินในแบบของเรามันเลยสนุก โดยมีพาร์ทนวนิยายที่มาเสริม 20 % นั่นยิ่งเป็นสีสัน

จุดประสงค์หลักของการเขียนหนังสือเล่มนี้คือ
          ให้คนได้ปลดล็อกตัวเอง เปลี่ยนตัวเอง แล้วแก้ปัญหาที่ค้างคา มนุษย์ทุกข์เพราะปัญหา ปัญหาเหล่านี้เกิดจากความคิด เมื่อมีความคิด มีเหตุผล มีข้ออ้าง มันสร้างอารมณ์ขึ้นมา ทำให้เรามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ ความสำเร็จ เป้าหมาย ทำอะไรได้ไม่สุด ไม่สามารถกอดคนที่เรารักได้เต็มที่ หรืออยู่ใกล้กันแล้วอึดอัดใจ ปัญหาเหล่านี้คุกคามชีวิตมนุษย์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก เราก็อยากเสนอแนวทางให้เขาไปปลดล็อกตัวเองได้ ถึงคุณไม่มีเงินมาเรียนในคลาสผม อย่างน้อยคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ ลงทุนแค่ 300 กว่าบาท แต่ผมเชื่อว่าจะมีค่ากับชีวิตคุณมาก และถ้าคุณเอาไปทำได้ ตัวคุณดีได้ พ่อแม่คุณก็แฮปปี้ขึ้น คนรอบตัวแฮปปี้ขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมหวัง

 

  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1092 ปักษ์หลังพฤษภาคม 2560 

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.