My Life, My Style สิทรา พรรณสมบูรณ์ วิถีชีวิตแมคโครไบโอติกส์

ในวันที่ร่างกายยังแข็งแรง ด้วยวัย หน้าที่ และไลฟ์สไตล์ เชื่อว่ามีหลายคนที่ใช้ชีวิตไม่แตกต่างกัน ในเรื่องวิถีการกินการอยู่ อาจจะไม่ได้ให้ความใส่ใจอะไรเป็นพิเศษ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะใช้ชีวิตไปตามวิถีครรลองของตนโดยไม่ได้ใส่ใจมากนัก จนกว่าวันหนึ่งที่ร่างกายประท้วง เมื่อนั้นอาจจะสะกิดให้เราหันมาหยุดคิดได้บ้าง
 
คุณสิทรา พรรณสมบูรณ์ ใช้ชีวิตอย่างที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป จนวันหนึ่งพบว่าตัวเองกำลังเผชิญกับความเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งเต้านม ส่งผลทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ จากคนที่ใช้ชีวิตในเมือง กินอาหารตามใจปาก จึงหันมาปรับเปลี่ยนชีวิต และศึกษาอย่างจริงจัง เมื่อพบว่า แมคโครไบโอติกส์ตอบโจทย์ เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ทำให้เธอพบกับชีวิตในวิถีใหม่ ใส่ใจในเรื่องของอาหาร รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น เมื่อตรวจเพื่อหามะเร็งอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่พบเนื้อร้ายในร่างกาย
 
“วิธีที่ดีที่สุดคือ ดูร่างกายของเรา และฟังสิ่งที่เขาบอกแก่เรา...”
 
ปัจจุบันคุณสิทราหายป่วยจากมะเร็ง ได้นำประสบการณ์และความรู้มาแบ่งปันผ่านงานเขียน แมคโครไบโอติกส์ การกินอาหารและการใช้ชีวิตกับธรรมชาติ รวมถึงงานเขียนต่าง ๆ อีกหลายเล่ม ที่เจ้าตัวพิสูจน์แล้วว่าวิถีธรรมชาติแมคโครไบโอติกส์ส่งผลดีต่อสุขภาพกายและใจ กับ...ชีวิตที่เลือกได้ My Life, My Style ในวัย 70 กว่า ให้เธอใช้ชีวิตก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับคำว่าความสุข ที่รวมทั้งสุขกายและสุขใจได้มากเพียงไร
 
 
มีข้อความหนึ่งในหนังสือที่คุณสิทราเขียนไว้ว่า...ไม่ได้หวังให้คนอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะหายจากมะเร็ง

คืออย่างนี้คนเราชอบสูตรสำเร็จ ตอนที่เปิดคอร์สสอนจะมีเยอะมากที่ถามว่าคุณส่งปิ่นโตไหม พอคนอ่านหนังสือ คนมีความหวังและคิดว่ามันจะหาย แต่จริง ๆ ไม่ใช่ ดิฉันคิดว่าที่เราจะหาย หรือดีขึ้น หรือแย่ลงอยู่ที่ภูมิต้านทานของเราเป็นยังไง แนวทางของแมคโครไบโอติกส์สอนให้เราปรับสมดุลร่างกาย ซึ่งหมายถึงปรับทุกอย่างในชีวิตนะคะ ไม่ใช่แค่ปรับเรื่องอาหารเท่านั้น
 
วิถีแมคโครไบโอติกส์ อย่างน้อยต้องเข้าใจเรื่องความสมดุล
ต้องเข้าใจก่อนว่าการที่คนเราไม่สบาย ก็เพราะขาดสมดุล แต่ปัญหาคือเราต้องดูตัวเราให้รู้ สมดุลของเรา เราขาดอะไร แล้วทำยังไงร่างกายถึงจะสมดุล...ดิฉันเจอลูกศิษย์เยอะเลยที่ชีวิตเขาป่วย เพราะเขาเดินมาด้วยวิธีที่ผิด เดินมาแบบเรียกว่าเป็นความเคยชิน เขาปฏิเสธการที่จะเปลี่ยน เพราะชีวิตสุขสบายดีอยู่แล้ว จนกว่าจะมีตัวขับคือตัวความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือตัวความตายมาอยู่ข้างหน้า เขาถึงจะลุกขึ้นมาทำ
 
ก่อนจะมาสนใจเรื่องแมคโครไบโอติกส์ ปกติใช้ชีวิตในลักษณะไหนคะ
ก็ใช้ชีวิตเต็มที่ค่ะ 20 ปีที่แล้ว ใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยได้หันมาดูแลตัวเองตามวิถีธรรมชาติ ดิฉันว่าคนเราเกือบจะร้อยทั้งร้อยไม่มีใครใส่ใจหรอกในเวลาที่ร่างกายแข็งแรงเราจะไม่ใส่ใจว่าไอ้นั่นไม่กิน ไอ้นี่ไม่กิน ต้องป่วยเสียก่อน ทุกคนจะเป็นอย่างนี้ แต่จริง ๆ แล้วเรานี่ล้าหลังกว่าที่อื่นเขาเยอะเลย เพราะตอนที่ป่วยได้อ่านหนังสือ เขาแนะนำให้กินข้าวบราวน์ไรซ์ คือให้กินข้าวกล้อง แต่สมัยนั้นข้าวกล้องหาซื้อไม่ได้ ตอนหลังพอมีความสนใจก็เดินทางไปเรียนเรื่องแมคโครไบโอติกส์ที่ต่างประเทศ ว่าเขาอยู่ยังไง เขากินยังไง จะเห็นเลยว่าฝรั่งเขามีความตระหนักในเรื่องนี้มาก ทุกอย่างเขาทำมาก่อนเรา
 
มีคำแนะนำไหมคะ เราสามารถจะเป็นวิถีแมคโครไบโอติกส์ได้อย่างไร
ทำกับข้าวกินเองค่ะ คำเดียวเลย ยิ่งพอคุณรู้หลักแล้ว คุณทำได้ค่ะ สมัยก่อนเรากินน้ำข้าว กินข้าวต้ม เด็กสมัยนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เช้ากินเบเกอรี่ กลางวันกินกับข้าวโรงเรียน พอตอนเย็นพ่อแม่ไปรับกลับบ้าน ไม่เคยได้กลับบ้านกินข้าวบ้าน เพราะไม่มีเวลา...ก็ขอให้ระวังเรื่องซื้อกิน อาจจะอร่อย แต่อันตราย ไม่ได้บอกว่าเราไม่สามารถกินของอร่อยได้นะ เรากินได้ แต่ขอให้เลือกนิดหนึ่ง
 
อาจจะเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่งของคนกรุงหรือเปล่าคะ
มีหลายคนบอกคุณป้า หนูอยู่คอนโดฯเล็ก ๆ ครัวก็เล็กนิดเดียว ไม่มีคอนโดฯที่ไหนให้เอาแก๊สขึ้น หนูทำ
อาหารไม่ได้ ดิฉันมีความเห็นว่าอะไรก็ตาม ใจสำคัญที่สุด เพราะฉะนั้นจะทำอะไรขอให้ใจมีความสุขในการทำ เพราะเมื่อเราแฮปปี้ในการทำ เราจะไม่เครียด ได้แค่ไหนทำแค่นั้น แต่อย่างน้อยอาทิตย์หนึ่งจากที่เคยกินข้าวบ้านหนเดียวก็ต้องเปลี่ยนแล้วละ หรือลองทำอาหารเช้าเตรียมไว้ให้ลูกดีไหม เอาออกจากฟรีซเซอร์คืนนี้ พรุ่งนี้เช้าแค่อุ่น ถึงเวลาจะไม่ได้ลำบาก แต่ถ้าคิดว่าลำบาก ก็ลำบากเนาะ

งานเขียนของคุณสิทราอาจจะเปลี่ยนชีวิตใครอีกหลาย ๆ คน
ดีใจนะคะที่เราเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้ เพราะตอนที่ตัวเองไม่สบาย อย่างที่บอกสมัยนั้นแค่จะหาข้าวกล้องกินยังยากเลย แต่ตอนนี้ของที่ดีต่อสุขภาพมีเพียบ เพียงแต่ถ้าไม่ศึกษาก็อาจจะถูกหลอก...เหนือสิ่งอื่นใดคือจิตใจสำคัญกว่าอาหารค่ะ ถ้าคุณกินขาหมู คุณแฮปปี้มีความสุข แล้วคุณรู้วิธีที่จะให้มันสมดุล อย่างนี้ถือว่าโอเค กินเถอะ เพราะถ้าคุณกล้ำกลืนกินข้าวกล้องทุกวัน กินผักลวกทุกวัน แล้วคุณไม่มีความสุข ไม่อร่อยกับมันเลย อย่างนี้ร่างกายและจิตใจคุณก็จะไม่ดี เพราะถ้าคุณมีความสุขปุ๊บร่างกายมันหลั่งสารความสุขออกมา ไม่ต้องไปหาหมอผ่าตัดดึงหน้าอะไรเลย

  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ ในคอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1091 ปักษ์แรกพฤษภาคม 2560
     

 


อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.