สุขแท้จริง ของ ชลิต นาคพะวัน

เมื่อต้นเดือนตุลาคมปีก่อน ข่าวในแวดวงบันเทิงและศิลปะ ทั้งทีวีและโซเชี่ยลมีเดียช่วยกันนำเสนอคือข่าวของ ชลิต นาคพะวัน หรือที่รู้จักกันดีในนาม ชลิต กลิ่นสี ประสบอุบัติเหตุโดนรถมอเตอร์ไซค์ชน อาการเลือดคั่งในสมองทำให้เขาต้องผ่าตัดสมองด่วน ซึ่งระหว่างการรักษานั้นเองที่เราได้เห็นพลังของคนที่รักและเป็นห่วงผู้ชายคนนี้ โดยเฉพาะในเพจเฟซบุ๊คของเขาที่มีคนมาถามไถ่และให้กำลังใจอย่างไม่ขาดสาย

2 เดือนต่อมา เราไปเยี่ยมเยียนเขาที่ Chalit Art Project & Gallery โรงเรียนสอนศิลปะที่เป็นบ้านอยู่อาศัยด้วย วันนั้นชลิตกำลังสอนศิลปะให้เด็ก ๆ อยู่หน้าบ้าน เขาส่งเสียงทักทายเรา และชวนเข้าไปคุยต่อด้านใน หากไม่เห็นว่าเจ้าตัวใช้ไม้เท้าช่วยพยุงเดิน เราคงคิดว่าที่ผ่านมาไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นกับเขา

แม้อุบัติเหตุรถชนที่เกิดขึ้นจะทิ้งบาดแผลทางร่างกายให้กับเขา แต่หัวใจของ ชลิต นาคพะวัน กลับไม่มีร่องรอยความเจ็บปวดใด ๆ และนี่คือเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ คนที่เป็นทั้งศิลปินอิสระ ครูสอนศิลปะ นักวาดภาพประกอบ นักเขียน อาจารย์พิเศษ และคนทำงานเพื่อสังคม

ผู้ที่บอกกับทุกคนเสมอว่า ไม่ว่าคุณจะทำงานอาชีพหรือสาขาใด ถ้ามีโอกาสช่วยเหลือผู้อื่นได้ก็ควรช่วยตามความถนัดของตัวเอง

 

จริง ๆ คนส่วนใหญ่รู้จักคุณในชื่อชลิต กลิ่นสี ในบทบาทของนักแสดงมาก่อนการเป็นครู เป็นศิลปิน

ตอนนั้นอาเปี๊ยก โปสเตอร์ จะทำหนังเรื่องกลิ่นสีและกาวแป้ง...อาเปี๊ยกก็มาคัดเลือกที่มหา’ลัย เราเป็นคนขี้อายมาก สมัยเรียนพูดหน้าห้อง เหงื่อออกตามมือ สั่นผับ ๆ อาเปี๊ยกเรียกไปคุยถามว่าจะเล่นไหม เราบอกว่าผมขี้อายนะครับ อาบอกว่าขี้อายต้องทำให้หายอายสิ ก็นึกว่า ไม่เลวนะ

พอไปเล่นบ่อย ๆ ทำให้เรากล้าขึ้น อีกอย่างมันได้ตังค์ง่าย เราสามารถไปซื้อสิ่งที่นอกงบประมาณของพ่อแม่ได้ เช่น ของแต่งตัว ไปเที่ยว พอเรามีตังค์ก็ได้ไปเห็นอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ทำให้รู้สึกว่า ก็ดีเหมือนกันนะ ได้ตังค์เยอะดี แต่ไม่ได้ชอบมาก เพราะรู้สึกว่า เราเรียนศิลปะมา ก็ต้องเป็นอาร์ติสท์สิ ทำงานศิลปะ เพราะมันเป็นนายตัวเองมากกว่าจะเป็นลูกน้องเขา

 

การเป็นนักแสดง ถ้าไม่ใช่พระเอก นางเอก เป็นตัวรอง ๆ ความจริงก็น่าจะมีงาน สามารถแสดงต่อไปได้เรื่อย ๆ

ใช่ ถ้าเรายังเป็นนักแสดงนะ เราเล่นได้ถึงแก่ แต่ความที่คิดถึงอาชีพที่เรียนมา อีกอย่างหนึ่งการเป็นนักแสดงปี ๆ หนึ่งเวลาหมดไปเร็วมาก ยิ่งถ้ามีงานเยอะ ปีหนึ่งเราแทบไม่ได้กลับมาเขียนรูป ถ้าไม่มีงานที่เป็นงานภาพประกอบ แทบไม่ได้ทำงานศิลปะเลย ซึ่งงานศิลปะแบบที่เราทำอยู่นี้ต้องทำอย่างมีวินัย ถ้าไม่ทำ เราจะลืมความต่อเนื่องจะหาย เหมือนเราเป็นนักมวย ถ้าไม่ฝึกต่อยคงไม่ได้เรื่อง

 

งานของคุณก็มีทั้งทำงานศิลปะของตัวเอง เป็นครูสอนและยังมีงานเพื่อสังคมอีก

ตอนแรกเราสนใจเรื่องเด็กก่อน เริ่มจากไปช่วยมูลนิธิเด็กทำเวิร์คช็อป เพื่อทำโปสการ์ดขายเข้ามูลนิธิ ก็ช่วยเขามาเรื่อย ตามมาด้วยเด็กติดเชื้อ HIV เด็กพิการซ้ำซ้อน เด็กพิเศษ เราก็เข้าไปสอนศิลปะ ทำมาเยอะมาก ผู้ใหญ่ก็มี เป็นผู้ใหญ่ที่เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย ไปทำศิลปะบำบัดให้เขา จากผู้ใหญ่ก็ไปทำให้คนพิการนั่งวีลแชร์ มีปีหนึ่งทำให้สมาคมเมาไม่ขับ พาคนที่พิการเพราะอุบัติเหตุไปทำเวิร์คช็อปโดยใช้ศิลปะบำบัด เรื่องสังคมที่ต้องพัฒนาให้คนพิการ เช่น เขาขอรูปไปประมูลเพื่อช่วยคนพิการ เราก็เขียนรูปให้

 

การช่วยเหลือสังคมจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำมาตลอด

เราว่าศิลปินควรทำอย่างนี้กันนะ รวมทั้งคนทำงานสาขาอื่น ๆ ด้วย ถ้ามีโอกาสได้ช่วยตามความถนัดของตัวเอง อย่างเราก็ใช้งานศิลปะ ทุกคนสามารถลงแรงมาทำกันได้เพื่อให้เกิดความเสียสละ เมื่อเกิดความเสียสละ ความสุขเกิดแล้ว สุขแท้จริงด้วย สุขที่เราได้ถ่ายทอด ได้ออกแรง มันสนุกนะ เราคิดแต่ละโปรแกรมการสอน ทำให้เขาสำเร็จได้หรือทำให้เขาได้มีรายได้ ทำให้มีความรู้ พอเราไปทำ เราเสียสละ เขาจะรู้ว่าเขาต้องเสียสละบ้าง การที่เสียสละแลกกันไปมา ทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันที่ดี

 

เวลาสอนศิลปะคนพิการจะแตกต่างจากสอนคนทั่วไปยังไง

มีทั้ง 2 อย่างเลย คือสอนศิลปะเหมือนให้คนทั่วไปและสอนเพื่อสร้างอาชีพ สมมุติถ้าอยากทำอะไรขาย ก็บอกว่าให้เพ้นท์เสื้อ เพ้นท์กระเป๋า คุณก็สร้างรายได้แล้วยิ่งเป็นคนพิการ คนก็ยิ่งอยากซื้อคุณ แต่เพียงแค่หาความรู้หาจากไหนได้บ้าง มาเรียนกับผมก็ได้ หรือจะเข้าไปที่เว็บไซต์โน่นนี่ หาแรงกระตุ้นให้ตัวเอง ศิลปะสามารถบำบัดให้ตัวเราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และรู้ว่าตัวเรามีค่า ณ ปัจจุบันรู้ว่าตัวเรามีค่า พรุ่งนี้เราก็มีค่า แต่ถ้าปัจจุบันรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า พรุ่งนี้ยิ่งไร้ค่าใหญ่เลย เพราะฉะนั้นเอาปัจจุบันให้มีความสุขก่อนเถอะ วันนี้ วินาทีนี้เอาให้เข้มแข็ง มีความสุขก่อนเถอะ เพราะไม่รู้วันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนเราอยู่ดี ๆ โดนรถชนหน้าบ้าน ใครจะไปรู้ว่ากลับจากเที่ยวอียิปต์อยู่ดี ๆ ต้องไปนอนโรงพยาบาล 1 เดือน และเสียตังค์เป็นล้าน

 

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับคุณครั้งนี้ ทำให้เห็นความรักจากคนรอบตัวด้วย เพราะมีคนมาช่วยเหลือคุณมากมาย ตามเฟซบุ๊คเราก็เห็นคนแชร์ข่าวคุณเยอะมาก

เพื่อนทุกคนแสดงตัวว่าจะช่วยเรา แค่ได้เห็นความรักจากคนที่รักเราก็แฮปปี้แล้ว กูใช้ได้โว้ย วัน ๆ มีคนมาเยี่ยมเพียบ กลับมาอยู่บ้านมีเพื่อนมาเยี่ยมถึงตี 3 อยู่โรงพยาบาลมีคนมานอนค้างเป็นเพื่อน คนที่ไม่ได้เจอกันนานยังอุตส่าห์มาเยี่ยม มีความหวังดีแก่เรา

อย่างที่เขาบอกว่าเวลาเราป่วย เราจะเห็นอะไรจริง ๆ ในช่วงเวลานั้น เรารู้สึกว่าโชคดี ไม่ใช่โชคร้ายนะ รู้สึกว่าชีวิตไม่เลวนะ มันมีกำลังใจ และกำลังใจทำให้เราแข็งแรง

 

  • ติตดามบทสัมภาษณ์ ชลิต นาคพะวัน เพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1085 ปักษ์แรกกุมภาพันธ์ 2560

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.