ปั่นเปลี่ยนมุมมอง ปวิณ สุวรรณชีพ

เปิดใจสนทนา ครั้งนี้ มีโอกาสได้พูดคุยกับหนึ่งในสมาชิกโมเดิร์นด๊อก โป้ง-ปวิณ สุวรรณชีพ แต่เป็นอีกหนึ่งมุมมองของการใช้ชีวิตที่แตกต่างจากแสงสีของคนดนตรีที่เขาทำมาค่อนชีวิต เมื่อเขาเริ่มต้นเข้าสู่เส้นทางนักปั่นจักรยานประมาณ 3 ปีที่แล้ว แม้จะเป็นสิ่งที่เริ่มทำทีหลัง แต่จากการพูดคุยเชื่อว่าเขารักสิ่งนี้ไม่น้อยกว่างานดนตรี โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างทาง ในโครงการสุดแผ่นดิน...กับภารกิจ...ปันเพื่อน้องปั่น จากเหนือลงใต้ จากแม่สายสู่เบตง ระยะทางกว่า 2,354 กิโลเมตร เพื่อระดมทุนซื้อจักรยานให้กับน้อง ๆ ด้อยโอกาสใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ต้องเดินเท้า ได้ปั่นไปโรงเรียน

ตลอดกว่า 20 วันของการปั่นตามภารกิจ ที่กว่าจะเสร็จสิ้นเป้าหมาย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเท่าใดนัก ตรงกันข้ามมีอุปสรรคเกิดขึ้น ทั้งที่ต้องต่อสู้กับธรรมชาติ และต่อสู้กับใจตนเอง และการต่อสู้อย่างหลังนี่เองที่เมื่อผ่านพ้นมาได้ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่การปั่นได้ถึงเป้าหมายและได้ทำอย่างที่ตั้งใจ แต่ยังทำให้เขาปรับเปลี่ยนความคิดและมุมมองบางอย่าง ที่ส่งความรู้สึกให้เขาได้รู้จักการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายได้อย่างเข้าใจมากขึ้น

การปั่นจักรยานเข้ามาอยู่ในชีวิตได้อย่างไร
วันหนึ่งผู้จัดการวงเขาไปได้จักรยานอะไรสักอย่างมา แต่เขาไม่อยากจะขี่ เขาถามว่าพี่โป้งเอาไหม เอาไปขี่เล่น ๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เห็นจักรยานสวยดี ก็ซื้อต่อเขามาราคาประมาณห้าหกพันบาท พอได้จักรยานมาวันรุ่งขึ้นผมโทร.หาเพื่อนเก่าซึ่งเป็นพวกเล่นกีฬา เขาจะมีแก๊งของเขาอยู่แล้ว บอกว่าได้จักรยานมาคันหนึ่ง ขอไปปั่นด้วยคน เขาดีใจกันนะ (ยิ้ม) เพราะปกติผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ เขาก็พาไปปั่นครับ ถึงวันนี้การปั่นจักรยานเริ่มมาประมาณ 3 ปีกว่า ๆ

ใช้เวลาปั่นจักรยานนานแค่ไหน ถึงหันมาจริงจังกับวิถีการปั่นนี้มากขึ้น
จริง ๆ เริ่มรู้สึกมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ที่เห็นชัด ๆ คือชีวิตสว่างขึ้นแน่ ๆ ใช้คำว่าสว่าง เพราะได้ใช้ชีวิตอยู่ในพาร์ทกลางวันมากขึ้น แล้วการปั่นจักรยานเป็นสิ่งที่แปลก มันเหมือนกับมีอะไรให้ท้าทายตัวเองตลอดเวลา คือทุกอย่างสามารถทำให้ท้าทายได้หมด ดูจากที่วันแรกปั่นได้ 40 กิโลฯ เรานั่งคุยกันไปให้ไกลกว่านั้นอีกไหม ทีนี้จาก 40 กิโลฯ กลายเป็น 60 กิโลฯ เป็น 80 กิโลฯ แล้วก็เป็น 100 กิโลฯ พอระยะทางเพิ่มขึ้น ทีนี้ลองปั่นแบบใช้เวลาให้น้อยลง แต่ความเร็วมากขึ้นได้ไหม ก็มีเรื่องให้ท้าทายไปเรื่อย ๆ จนหลัง ๆ เพื่อน ๆ แก๊งที่ขี่ด้วยกันตอนแรก ไม่ขี่ด้วยกันแล้ว (ยิ้ม)

สำหรับการปั่นจักรยานกว่า 2,000 กิโลฯ สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่แค่เรื่องของการปั่นเพื่อหาทุน
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาเจออะไรอย่างนี้ เพราะด้วยอายุ ด้วยอาชีพ ด้วยหน้าที่ที่ต้องเจอคนใหม่ ๆ ตลอดเวลา ทำให้มีบางช่วงรู้สึกไม่ได้อยากมีเพื่อนใหม่แล้ว เพราะเจอคนเยอะมาก บางทีเราไม่ได้อยากจะคุย หรืออยากจะอะไร แต่พอมาขี่จักรยาน ด้วยความที่ต้องออกแรง ต้องใช้แรงในการถีบ การที่มีคนที่เราไม่เคยรู้จักเลยแต่เขามาร่วมลำบากด้วยกัน ทำให้มีคอนเนกชั่นอะไรบางอย่างเกิดขึ้น อย่างน้อยคนเหล่านี้ไม่ได้มาแบบสบายแน่ ๆ เรารู้ว่าลำบากแค่ไหนกว่าที่จะปั่นไปได้ในระยะทางเท่านี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าคนเหล่านี้ที่เขาตั้งใจมาร่วมเส้นทางกับเรา คือเขาตั้งใจมาจริง ๆ ทำให้รู้สึกว่ามีมิตรภาพเกิดขึ้น โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามทำให้เกิด แต่มันเกิดขึ้นมาเอง

หลังจากหันมาใช้ชีวิตส่วนหนึ่งไปกับการปั่นจักรยาน สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในตัวเองคืออะไร
เป็นเรื่องมุมมองในการมองชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เวลาที่อยู่บนจักรยานแล้วขี่ไปเรื่อย ๆ 1 วัน 2 วัน 1 อาทิตย์ ทำให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย สิ่งหลัก ๆ ที่ชีวิตเราต้องการมีน้อยมาก ต้องการแค่อาหารกิน อากาศหายใจ ทำให้รู้สึกว่าเราสามารถตัดอะไรที่ไม่สำคัญ ๆ ออกไปได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียง หรือบางทีเราเคยหงุดหงิดด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ กาแฟทำไมไม่หวานวะ กลายเป็นว่ามันไม่ใช่สาระสำคัญอะไรของชีวิตเลย ทำให้มองชีวิตเรียบง่ายมากขึ้น ชีวิตคนเรายังมีอะไรที่สำคัญมากกว่าทำไมมาม่าไม่ร้อน หรือทำไมกาแฟไม่หวาน มันทำให้เราเข้าใจอะไรมากขึ้น ที่สำคัญคือทำให้มองข้ามอะไรที่ไม่จำเป็นกับชีวิตไปได้เยอะมาก แล้วทำได้แบบง่าย ๆ ด้วย

การเป็นนักดนตรีให้ความสุขคนฟังคนดู แล้วการปั่นความสุขคืออะไร
จริง ๆ ต้องบอกว่าการปั่นจักรยานเริ่มต้นจากทำเพื่อสนองความต้องการตัวเองนั่นแหละ เพราะก็อยากรู้เหมือนกันว่าตัวเราเองจะทำอะไรแบบนี้ได้หรือเปล่า หรือจะทำได้แค่ไหน การคิดจะปั่นเพื่อสร้างประโยชน์ต่อไปยังคนอื่นต้องยอมรับว่าครั้งแรกเป็นแค่ประเด็นรอง ไม่ได้เป็นสิ่งแรกที่คิดขึ้นมา แต่ทีนี้เมื่อคิดว่าไหน ๆ จะทำแล้ว และพอทำไปเรื่อย ๆ ปั่นไปเรื่อย ๆ กลับรู้สึกว่าการทำเพื่อคนอื่นกลายเป็นประเด็นหลัก เราเลิกล้มกลางคันไม่ได้ หรือหยุดกลางทางไม่ได้

  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ในคอลัมน์ เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1081 ปักษ์แรกธันวาคม 2559

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.