เดินตามรอยเท้าพ่อ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๘ นาฬิกา ๕๓ นาที เป็นวันที่คนไทยทั้งชาติต่างพากันร่ำไห้ เมื่อสำนักพระราชวัง ได้มีแถลงการณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต เมื่อเวลา ๑๕ นาฬิกา ๕๒ นาที ณ โรงพยาบาลศิริราช ด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษาปีที่ ๘๙ ทรงครองราชสมบัติได้ ๗๐ ปี

‘เปิดใจสนทนา’ ขอนำบทสัมภาษณ์จากบุคคลที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสารขวัญเรือน เรื่องราวการเดินตามรอยเท้าพ่อ จากบุคคลแวดวงต่าง ๆ ที่ยึดหลักปฏิบัติตามแนวคิดและคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช โดยขอตัดตอนเพียงบางส่วนมาให้ได้อ่านกันอีกครั้ง...

หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี
ประธานมูลนิธิโครงการหลวง บุคคลสำคัญผู้ทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาโดยตลอด

“พระเจ้าอยู่หัวของเราทรงทราบลึกซึ้งกับเรื่องอะไรต่อมิอะไร ท่านรับสั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ บางอย่างท่านให้ลงขั้นตอน ให้ปิดทองหลังพระ ให้ช่วยเขาช่วยตัวเอง ให้พยายามปลูกพืชเมืองหนาว เพราะมันจะมีราคาเมื่อนำมาขาย ชาวเขาก็จะมีรายได้ดี จะได้เลิกปลูกฝิ่น สิ่งที่พระองค์ท่านรับสั่งเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านจริง ๆ เพราะชาวเขาเขายากจน แล้วเราก็ไปช่วยทำให้เขาพอมีพอกิน บางคนร่ำรวยด้วยซ้ำไป ไม่ใช่แค่พอมีกิน อย่างพวกแม้วบางคน รายได้เขาเป็นแสนต่อปี บางคนเป็นล้าน สมัยก่อนมีของหนัก ๆ ให้เมียแบก เดี๋ยวนี้ขับรถ ชีวิตเขาดีขึ้น สมัยก่อนตอนที่เราไปเยี่ยมชาวเขานี่ ต้องเดินไป เดินแบกของเอง เพราะพระเจ้าอยู่หัวท่านรับสั่งว่า อย่าไปทำตัวชั้นสูงกว่าเขา ทำให้เสมอ ๆ กันกับชาวบ้านที่เราจะไปช่วยเขา อย่างผมไปก็แบกของเอง เหนื่อยนะ แต่ไปถึงเห็นเขายิ้มต้อนรับด้วยความยินดี เราก็หายเหนื่อย เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นเรื่อย และเวลาทำงานแล้วมีผลอย่างไร เราก็กลับไปเฝ้ากราบบังคมทูลท่าน ท่านรับสั่งว่าดี ท่านรับสั่งอย่างนี้เราก็ดีใจมากเลย”

(สัมภาษณ์พิเศษ ฉ.841 ปักษ์แรกธันวาคม 2549 โดย โป่งข่าม)


ปราโมทย์ ไม้กลัด
อดีตอธิบดีกรมชลประทาน ข้าราชการผู้ที่ได้ถวายงานและติดตามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“...เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯทรงงานชลประทานที่ไหน ผมก็จะตามผู้ใหญ่ไป ตอนนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงงานมาก ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน หรือใต้ ผมก็ได้รับฟังพระราชกระแส และผมก็มีหน้าที่รวบรวมมาคิดว่าจะต้องทำอะไร ทำแบบไหนในฐานะนักวิชาการ ก็ทำอย่างนี้มาตลอด

...พระองค์ท่านเสด็จฯถี่มาก บางทีก็ทุกวันวันเว้นวัน ทุกภาค ภาคละนาน ๆ เดือนสองเดือน ผมไปทุกครั้ง เพราะตอนนั้นผมเป็นหัวหน้ากรมชลประทาน ก็ต้องรับผิดชอบทั้งระดับสูง ระดับกลาง ตั้งแต่ พ.ศ. 2507

...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเป็นนักวิชาการ ความละเอียดลออต่าง ๆ นี่ผมได้จากพระองค์ท่านมาก...พระองค์ท่านทรงเป็นนักปฏิบัติ เป็นนักวิชาการ นักคิด ท่านสนใจในศาสตร์ ในความรู้ ในวิชาการทุกเรื่อง ท่านจะศึกษาในรายละเอียดทุกอย่างอย่างรู้ให้จริง ให้ซาบซึ้ง ผมเองก็นำสิ่งเหล่านี้มาบอกผู้ใต้บังคับบัญชาเสมอว่า จะทำอะไรให้รู้จริง ต้องรับผิดชอบในงานนั้น ๆ ผมเองก็จะเอาสิ่งนี้มาย้ำเตือนกระตุ้นตัวเองให้ทุ่มเทกับงาน เกาะติดกับงาน อีกข้อหนึ่งคือพระองค์ทรงมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ท่านมองภาพรวม มองอนาคต ผมก็จะมาหัดทำ หัดคิด แล้วคิดให้สร้างสรรค์ ไม่ใช่คิดแต่อะไรไม่รู้”

(เปิดใจสนทนา ฉ.681 ปักษ์แรกเมษายน 2543 โดย รัชชา)

สุวิทย์ ใจป้อม
เจ้าของหอศิลป์นายสุวิทย์ ศิลปินวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวงกว่า 500 ภาพ

“แรงบันดาลใจที่ทำให้ผมสนใจวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ในหลวง คือผมชื่นชมในพระบารมีของพระองค์ท่านซึ้งใจในน้ำพระทัยของพระองค์ท่านในการช่วยเหลือพสกนิกรที่อยู่ในทุกหย่อมหญ้าอย่างไม่ทรงรู้จักเหน็ดเหนื่อย และพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านสามารถนำไปเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตได้อย่างดีครับ เช่น เรื่องความเพียร ความมุมานะและเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ผมท้อแท้หลายรอบ แต่ด้วยความที่พระองค์ท่านสอนเรื่องความเพียร ความอดทน ถ้าเราทำการสิ่งใดก็จะสำเร็จ แต่ถ้าเราไม่สู้ ไม่มีความอดทน ความสำเร็จก็หายาก ผมใช้หลักการนี้ในชีวิตผมชัดเจนอย่างยิ่งคือภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ขนาดใหญ่ของผมเมื่อปี 2554 ที่ใช้เทคนิคเกรยอง เป็นภาพที่ยาวที่สุดในโลก จะไม่สำเร็จเลยถ้าผมไม่มีความเพียร ไม่มีความอดทน ไม่มีความตั้งใจ

...แต่สิ่งที่ยึดไว้ในใจเสมอ คือเรื่องความเพียร จากพระบรมราโชวาทของพระองค์ ที่เราท้อเมื่อไหร่
เราเอาคำพูดนี้มาใช้ได้โดยตลอด พอนึกถึงก็จะไม่ท้อแล้ว ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขหมด ถ้ามีความอดทน”
(สัมภาษณ์ ฉ.1057 ปักษ์แรกธันวาคม 2558 โดย นุดา)

ผศ.ดร.ภาธร ศรีกรานนท์
นักดนตรีแห่งวง อ.ส.วันศุกร์ วงดนตรีส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“พระองค์ท่านทรงสอนเรื่องที่เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของคนเราว่า สังคมก็เหมือนกับวงดนตรี นักดนตรีทุกคนที่อยู่ในวงมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน แต่ละคนมีความชำนาญแตกต่างกันไป กลองทำหน้าที่ให้จังหวะ เบสทำหน้าที่เดินเบส ประกอบคอร์ด นักร้องก็ร้อง ไม่มีใครสำคัญกว่าใคร ทุกคนมีศักดิ์และสิทธิ์เท่ากัน ถึงแม้ว่านักร้องต้องอยู่หน้าวงก็ไม่ได้แปลว่าเขาสำคัญที่สุด ในเมื่อแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่ของเราเอง ควรจะรักษาหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด ทุกคนมีความเท่าเทียมกันหมด ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีไปถึงคนขับรถตุ๊กตุ๊ก ทุกคนมีหน้าที่ไม่เหมือนกันแต่ประกอบกันทำให้สังคมขับเคลื่อนไปได้ ถามว่าเราเปลี่ยนงานได้ไหม ก็คงได้ ไม่ใช่ว่าทำงานนี้แล้วต้องเป็นไปตลอดชีวิต แต่เราต้องมีใจรักและมีความตั้งใจในสิ่งที่ทำอยู่นั้น ๆ ”

(สัมภาษณ์พิเศษ ฉ.961 ปักษ์แรกธันวาคม 2554 โดย กองบรรณาธิการ)

อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1079 ปักษ์แรกพฤศจิกายน 2559
อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.