​พรชัย วิริยะประภานนท์ ชายผู้อ่านหนังสือ ปีละไม่ต่ำกว่า 150 เล่ม เขาคือนักเขียนอิสระ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ เจ้าของนามปากกา ‘นรา’ ผู้มีผลงานตีพิมพ์ในนิตยสารหลายเล่ม ทั้งยังเป็นดีเจพูดคุยเรื่องหนังผ่านรายการวิทยุ ตั้งแต่รายการ ‘หนังหน้าไมค์’ ทาง Fat Radio จนมาเป็น ‘หนังหน้าแมว’ ทาง Cat Radio

ความรู้แน่น บวกอารมณ์ขัน คือหนึ่งในจุดเด่นในงานเขียนของเขาที่หลายคนชื่นชม เขาบอกว่าการหาการเก็บข้อมูลของเขาในแต่ละเรื่องล้วนมาจากการอ่าน การอ่านที่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็ก จากความสนุกเมื่อได้อ่านสามเกลอ ของ ป.อินทรปาลิต ตามมาด้วย เพชรพระอุมา สี่แผ่นดิน นับตั้งแต่เริ่มอ่านหนังสือออก จนถึงทุกวันนี้ เขาก็ไม่เคยออกห่างหนังสือ

สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำรวจการอ่านของประชากรไทย ปี พ.ศ. 2558 พบว่าคนไทยอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 66 นาที แต่สำหรับผู้ชายคนนี้ เขาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 6 ชั่วโมง นับรวมหนังสือที่อ่านตลอดทั้งปี ไม่ต่ำกว่า 150 เล่ม และถ้าให้นับรวมหนังสือที่เขาเคยอ่าน เราคงนับไม่หวาดไม่ไหว เพราะ พรชัย วิริยะประภานนท์ ไม่ได้เพิ่งอ่านหนังสือเมื่อปีนี้หรือปีก่อน แต่เขาอ่านมาแล้วทั้งชีวิต

การอ่านเยอะ ๆ ของคุณประมาณแบบ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (ซีอีโอของเฟซบุ๊ค) หรือเปล่า ที่แต่ละปี เขาจะตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง อย่างปี 2558 เขาก็ตั้งเป้าหมายว่า ต้องอ่านหนังสือให้ได้สัปดาห์ละ 1 เล่ม
ผมคิดมาตั้งแต่จะเรียนจบ เรื่องอ่านหนังสือว่าอยากอ่านให้ได้วันละเล่ม ก็ไม่มีเป้าหมายอะไรหรอก รู้สึกว่าทำอย่างนี้แล้วสนุกดี แต่จะอ่านโดยเฉลี่ยปีละประมาณ 150 เล่มขึ้นไป รู้สึกว่าตัวเลขเยอะดี เป็นเรื่องปริมาณ จริง ๆ ตอนเดือนสองเดือนแรกทำได้ อ่านวันละเล่ม แต่พอถึงจุดหนึ่งจะรู้ว่าอ่านเอาจำนวนขนาดนี้ ท้ายที่สุดไม่ได้อะไรเพราะมันรีบ ไม่มีเวลาละเลียดกับการอ่าน จริง ๆ เวลาในชีวิตที่เสียไปอย่างเหลวไหลมาก คือยืนตรงชั้นหนังสือบ้านตัวเอง ดูว่าจะอ่านเล่มไหนดี แล้วก็มานั่งเสียเวลาเป็นชั่วโมงเพื่อตัดสินใจว่าจะอ่านเล่มไหน เพราะอยากอ่านพร้อมกันทั้ง 10 เล่ม นิสัยนี้แก้ไม่ได้

คุณเรียนรู้การเขียนจากการอ่านด้วย
ใช่ อย่างเขียนวิจารณ์หนังก็มาจากการอ่านข้อเขียนของนักวิจารณ์รุ่นก่อน มันเรียนรู้ทั้งในแง่ความรู้พื้นฐานและกระบวนความคิด อีกอย่างหนึ่งคืออ่านเรื่องทั่วไป การอ่านทำให้เรามีคำอยู่ในหัว เห็นวิธีการอธิบาย วิธีการเล่า ส่วนตรงที่เป็นนักวิจารณ์หนัง หลังจากเริ่มทำงานแล้ว ผมก็มาเรียนเรื่องหนังแบบจริงจัง แต่พูดได้ว่าพื้นฐานมาจากการอ่าน

คุณบอกว่าตอนนี้ความสนุกของการดูหนังลดน้อยลง เพราะบรรยากาศโรงหนังเปลี่ยนไป แต่ความสนุกของการอ่านหนังสือยังอยู่
อยู่ เพราะอ่านตรงไหนก็ได้ อ่านเมื่อไหร่ก็ได้ ผมว่าการอ่านหนังสือมันสะดวก สมมุติวันนี้นัดกันแล้วคุณยังไม่มา ผมก็นั่งอ่านหนังสือของผมไป ซึ่งการอ่านมันเป็นความสุขมาก ๆ เป็นความสุขที่เราคุมได้ด้วย ไม่เหมือนกับว่าเราชอบหน้าหนาวแล้วปีนี้ยังไม่หนาว เราก็อาจจะหงุดหงิดที่มันไม่หนาวสักที แต่อ่านหนังสือมันไม่ต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เรากำหนดได้

สังคมที่เปลี่ยนไป เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามา คุณยังเชื่อมั่นในหนังสือที่เป็นเล่มอยู่อีกหรือไม่
เชื่อ ผมว่ายังไงก็ยังมีคนอ่านหนังสือเป็นเล่มอยู่ แต่เราคงไม่ได้คาดหวังว่าคนจะเข้าร้านหนังสือเยอะเหมือนเข้าห้างแบรนด์เนม หนังสือยังคงมีอยู่ และมีคนอ่านจำนวนหนึ่ง สำหรับผมเองก็ยังคงเลือกซื้อหนังสือเป็นเล่ม ยิ่งไปเจอร้านหนังสือญี่ปุ่น เห็นเลยว่า e-book แทนไม่ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผิวกระดาษ สีสันการพิมพ์ รูปเล่ม ความสุขมันเริ่มตั้งแต่ก่อนจะอ่าน หยิบมาแล้วเปิด มือไปแตะโดนผิวกระดาษ เป็นสิ่งที่ e-book ให้ไม่ได้
  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ใน คอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1078 ปักษ์หลังตุลาคม 2559

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.