เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล เจ้าของแนวคิด โรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ BIS เจ้าของแนวคิด โรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ BIS
ปั้นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ก้าวสู่ยอดความสำเร็จ

 
กว่าที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้นั้น หลาย ๆ คนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของตัวเอง ซึ่งกว่าจะเรียนรู้ถูก-ผิด และแก้ไขปัญหาเพื่อก้าวสู่ความสำเร็จได้ดังเป้าหมาย อาจจะต้องใช้เวลาเกือบครึ่งชีวิต
 
แล้วจะดีสักแค่ไหนหากมีคนนำองค์ความรู้ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัตินั้น มาสร้างสรรค์ให้กลายเป็นสุดยอดคัมภีร์ ที่สามารถนำมาสอนและฝึกฝนคนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่เพียงช่วยย่นระยะเวลาและความเสี่ยงในการเรียนรู้ถูก-ผิดให้น้อยลง แต่ยังหมายถึงโอกาสที่จะประสบความสำเร็จเร็ว ก็มีตามมามากขึ้นด้วยเช่นกัน
 
และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น The Business Incubation School หรือ BIS โรงเรียนบ่มเพาะผู้ประกอบการคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมการศึกษาแห่งแรกของโลก ที่ให้นักธุรกิจเลือดใหม่ได้เรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์จริงที่ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจ
 
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะการมีวิสัยทัศน์และเป็นแนวคิดที่แตกต่างของ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ที่ต้องการจะสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่มีคุณภาพให้เกิดขึ้น ด้วยการเปิดโรงเรียนบ่มเพาะ เพื่อนำขุมทรัพย์ความรู้จากคนสร้างแบรนด์ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมาแบ่งปันเพื่อสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ให้เป็นคนเก่งนำมาซึ่งการส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศยิ่งกว่านั้น โรงเรียนบ่มเพาะแห่งนี้เป็นรูปแบบขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร ไม่มีค่าใช้จ่ายระหว่างปีการศึกษา เรียกว่านอกจากเป็นแนวคิดที่น่าสนใจแล้ว ยังถือเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่าง เภสัชกร ดร.แสงสุข อีกด้วย
 
• โรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ บีไอเอส นับเป็นนวัตกรรมการศึกษาแห่งแรก ที่ยินดีให้เป็นโมเดลของสถานศึกษาภาคธุรกิจ โดยมีนักธุรกิจหลากหลายสาขาที่ประสบความสำเร็จมากมาย นำประสบการณ์จริงมาทำหน้าที่เป็นโค้ชสอนการทำธุรกิจแบบตัวต่อตัว
“ผมคิดรูปแบบขึ้นมาแล้วก็มีคนช่วยทำ มีนักธุรกิจเก่ง ๆ ที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ มาช่วยชี้แนะแนวทางให้กับนักเรียน มีอาจารย์จากสถาบันเก่ง ๆ มีคนจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ มาให้ความรู้และที่เป็นความแตกต่างจริง ๆ ของโรงเรียนบ่มเพาะธุรกิจ คือแนวการเรียนการสอนที่จะโค้ชนักเรียนตัวต่อตัว โดยโค้ชจะรับนักเรียนไปเลย 1 คน จะสอนกันตัวต่อตัว เพราะทางเดียวที่นักธุรกิจจะประสบความสำเร็จ คือการเรียนรู้จากคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุด แต่ความยากอยู่ตรงการเลือกนักเรียน ผมจะมีแบบทดสอบคัดเลือกนักเรียนอย่างเข้มข้น จริง ๆ ควรจะเป็นนักเรียนที่มีธุรกิจของตัวเอง เพื่อการต่อยอดธุรกิจ หรือถ้าจะไม่มีธุรกิจก็ไม่เป็นไร”
 
• หากย้อนกลับไปสำหรับเจ้าของแนวคิดโรงเรียนบ่มเพาะแห่งนี้ กว่าที่ดร.แสงสุขจะก้าวสู่การเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ สามารถสร้างแบรนด์สมูท อี และ เดนทิสเต้ ให้สำเร็จในระดับโลกได้นั้นถือว่าต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางไม่น้อย เริ่มจากเป็นพนักงานบริษัท ก้าวสู่การทำธุรกิจร้านขายยาและธุรกิจอีกมากมาย โดยทั้งหมดผ่านการเรียนรู้จากความล้มเหลวที่ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
“จริง ๆ ผมไม่ได้เก่ง ผมใช้เวลาตั้ง 25 ปีทำสมูท อี รวมถึงการสร้างเดนทิสเต้ขายไปทั่วโลกก็ใช้เวลาอีกหลายปี ถ้าผมมีโอกาสได้เรียนในโรงเรียนอย่างนี้ ก็คงใช้เวลาน้อยกว่านี้มาก หรือแทนที่จะขายได้หลักพันล้าน ผมอาจจะขายได้หลักหมื่นล้านแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้นกว่าจะมีวันนี้ถือว่าผ่านอะไรมาเยอะ แต่วิธีคิดของผมเป็นอย่างนี้ครับ ทำ 10 ได้ 1 ก็คือทำ 10 อย่าง ล้มเหลว 9 อย่างแล้วถึงจะได้เงิน กว่าผมจะปั้นสมูท อีได้ ผมล้มเหลวไป 9 อย่าง กว่าจะทำเดนทิสเต้ได้ ผมก็ล้มเหลวไป 9 อย่าง ผมว่าทั้งหมดขึ้นอยู่ที่วิธีคิดของเรา...ซึ่งบางอย่างผมเองก็ไม่ได้ใช้ประสบการณ์ เพราะผมไม่ได้เก่ง แต่ผมหาผู้รู้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นกัน แล้วเราจะได้อะไรเยอะจากคนที่เขาเก่ง ๆ บางทีดีกว่าไปนั่งอ่านเอง 2 ชั่วโมง”
 
• แน่นอนว่าเมื่อโรงเรียนบ่มเพาะนักธุรกิจแห่งนี้ เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร คำถามที่เกิดขึ้นตามมาคือ การทำตรงนี้ สิ่งที่เภสัชกร ดร.แสงสุขได้เป็นเรื่องของอะไร
“ผมทำโรงเรียนทุกวันนี้คือมีความสุข ที่ได้แบ่งปันความรู้ ซึ่งนักเรียนที่มาเรียนไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนระหว่างศึกษา จนวันหนึ่งเมื่อเขาต่อยอดธุรกิจสำเร็จ ค่อยกลับมาจ่าย หมายความว่ามาจ่ายก็ต่อเมื่อบริษัทของคุณทำกำไรเกินแสนแล้วค่อยเอากำไรนั้นมาจ่ายให้รุ่นน้องได้เรียนต่อ...ถามว่าทั้งผมและอาจารย์หรือนักธุรกิจที่มาสอนได้อะไร หนึ่ง...ได้อริยทรัพย์ครับ คนมีแสนล้านจากโลกนี้ไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ แต่การได้ช่วยนักธุรกิจได้ช่วยต่อยอดคนทำธุรกิจให้ก้าวข้ามต่อไปได้ นี่คือบุญมหาศาลเลย บุญไปได้อีกหลายชั่วคน ผมสร้างโรงเรียน ผมก็มีความสุขได้สร้างนักธุรกิจให้ก้าวไปอย่างประสบความสำเร็จ สอง...ทั้งผมและอาจารย์ที่มาสอนเราได้เรียนรู้จากเด็ก Gen Y สาม...นักธุรกิจเองก็มีโอกาสได้ขยายธุรกิจเพราะเด็กเขามีไอเดียดี ๆ แต่บางทีเขาอาจจะไม่มีเงินทุน เขาอาจจะเข้ามาจอยกันทางธุรกิจก็ได้ เพราะกระแสของคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองมีเยอะครับ ตอนนี้รัฐบาลเองก็สนับสนุนเรื่องผู้ประกอบการ”
 
• ทิ้งท้ายด้วยการให้เภสัชกร ดร.แสงสุข ฝากให้กำลังใจกับคนทำงาน หรือนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่กำลังต่อสู้เพื่อเติบโตไปข้างหน้าอย่างมีเป้าหมาย
“ในการทำงานหรือทำธุรกิจหลายคนคิดว่า do what you love ทำในสิ่งที่รัก ถูก...แต่ผิด จริง ๆ แล้วไมใช่ เพราะว่าในโลกนี้มีสักกี่คนกี่เปอร์เซ็นต์ที่ได้ทำในสิ่งที่รัก มีอะไรที่เพอร์เฟกต์ทุกอย่างไหม เปลี่ยนงาน เพราะเจ้านายขี้บ่น แล้วก็เปลี่ยนไปอยู่อีกที่ อ้าว...เพื่อนร่วมงานไม่ดีเปลี่ยนงานไปอีกที่หนึ่ง ทำไมที่นี่ทำงานไม่มีระบบ ก็เปลี่ยนไปอีกที่หนึ่ง อย่างนี้ไม่มีบริษัทที่ไหนดีเพอร์เฟกต์ นอกจากคุณจะต้องไปเปิดบริษัทเอง บางทีอาจจะเจอหนักกว่าเดิม เพราะฉะนั้นต้องทำใจให้รักในสิ่งที่ทำ ถ้าคุณ do what you love ไม่ได้ คุณก็ต้อง love what you do เพราะฉะนั้นที่ถูกต้องคือ love what you do รักในสิ่งที่ทำครับ”
  • อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในคอลัมน์ เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1070 ปักษ์หลังมิถุนายน 2559

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.