ดร.ณัชร สยามวาลา ผู้สนใจบทบาทของการเจริญสติ “จริง ๆ ธรรมะอยู่ในชีวิตเราอยู่แล้ว เพียงแต่คนนั้นจะเห็นหรือเปล่า”
 
               จากเพจที่เริ่มต้นจากคนกดไลค์เพียงไม่กี่ร้อย และใช้เวลาไม่นาน ยอดไลค์เขยิบเป็นหลักแสน จำนวนไลค์ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญกว่าคือความตั้งใจในการนำเรื่องราวดี ๆ แง่งามของชีวิต มาคอยแบ่งปัน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สร้างกำลังใจ รวมถึงแนวคิดการสร้างชีวิตให้มีความสุข เพจนี้มีชื่อว่า...ดร.ณัชร สยามวาลา Nash Siamwalla, PhD

               ความน่าสนใจอย่างหนึ่งเมื่อได้พูดคุยกับเจ้าของเพจ ทำให้ทราบถึงแนวทางวิธีสอนเรื่องธรรมะให้กับคนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ด้วยการใช้วิธีเชิงสากล ที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้และนำไปใช้จริงได้ โดยไม่จำเป็นต้องมองเรื่องของธรรมะในบริบทของการเข้าวัดเพียงอย่างเดียว

โดยเฉพาะการพูดคุยถึงเรื่องบทบาทของ ‘สติ’

ช่วยเล่าถึงความสนใจในแนวทางการเจริญสติ วิปัสสนา มีจุดเริ่มต้นอย่างไรคะ
               ต้องบอกว่าเป็นชีวิตที่ไม่มีจุดเปลี่ยนอะไรเลย เป็นชีวิตที่ราบเรียบไม่มีจุดหักเหในชีวิต อยู่ดี ๆ รู้สึกอยากปฏิบัติขึ้นมา เพราะช่วงชีวิตวัยรุ่นก็ธรรมดา ๆ ไม่ได้สุขมาก ไม่ได้ทุกข์มาก ปานกลาง ๆ
 
ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เรียนรู้เพื่อตัวเอง แต่ได้นำมาเผยแพร่ให้คนอื่น ๆ ด้วย
               แล้วมันทำให้เรามีความสุขมากกว่าด้วยค่ะ เหมือนเราไปเจอร้านอาหารที่อร่อย ราคาไม่แพง เราก็อยากบอกต่อคนอื่น ซึ่งพอเราได้รับอะไรดี ๆ มา เหมือนเราเต็มในระดับหนึ่งแล้ว พอมันเต็มมันก็ล้นออกมาให้คนอื่นโดยธรรมชาติ สุขจากการให้มีมากกว่าสุขจากการรับเยอะเลยนะ ถ้าคนที่เจริญสติไปนาน ๆ จะเริ่มสัมผัสได้ด้วยตัวเอง อย่างการทำเพจก็เห็นได้ชัด ตั้งใจเขียนตั้งใจให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เขาจะซื้อหนังสือเราหรือไม่ซื้อหนังสือ แล้วแต่เขา แต่ในขณะที่เรามีโอกาสได้ให้สิ่งดี ๆ กับเขา ณ วินาทีนี้ถือว่ามีความสุขแล้ว
 
พูดถึงประเด็นการเจริญสติ หลายคนมองว่าเรื่องของการฝึกสติ เป็นแนวธรรมะเข้าวัด นุ่งขาว ห่มขาว ให้ความรู้สึกเป็นไปได้ยากล่ะ
               ก็เข้าใจนะชีวิตคนสมัยใหม่ วุ่นวาย ยุ่งกับการทำงาน และมีภาระรับผิดชอบเยอะ ถึงแม้จะรู้ว่าการมีสติ การฝึกสติมันดีมาก แต่บางทีไม่รู้จะเริ่มยังไง หรือไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่มีเวลาไป นี่คืออีกสาเหตุที่เข้ามาทำงานด้านนี้ เพราะอยากจะบอกกับทุกคนว่าการไปฝึกสติไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าคิดให้เป็นสมัยใหม่ เหมือนกับการเข้าคอร์สลักษณะหนึ่ง เหมือนคอร์สอบรมพัฒนาตนเอง เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ยากอย่างที่คิด
 
               ประเด็นสำคัญที่อยากเอามาเผยแพร่คือ ช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้นจริง ๆ สมมุติ เดิมใช้เวลาทำงาน 10 ชั่วโมง อาจจะเหลือแค่ 8 ชั่วโมง จริง ๆ อาจจะเหลือแค่ 6 ชั่วโมง เพราะมีสติดีขึ้น สติดีขึ้นสมาธิก็ดีขึ้นด้วย หมายความว่าเราทำอะไรพลาดน้อยลง เราทำอะไรได้เร็วขึ้น
 
ปัญหาคือพอมีอารมณ์ สติไม่มานี่สิคะ มีวิธีจัดการอย่างไร
               การตั้งรับที่ดีคือ อย่ารอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อน ควรฝึกอยู่เรื่อย ๆ ฝึกยังไงฝึกให้มีสติที่คมชัด ในทางพุทธศาสนา คือให้รู้ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง รู้ธรรมชาติของความไม่เที่ยง รู้ธรรมชาติของกาย-ใจ ถ้าฝึกตรงนี้ให้เข้าใจบ่อย ๆ อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นกับเรา จะไม่ค่อยเป็นปัญหา เราจะมองว่าเป็นสิ่งที่เราต้องจัดการมัน เราจะบริหารมันไปตามเหตุปัจจัย แต่จะไม่มีอารมณ์ไปเกี่ยวข้อง คือจะไม่เป็นไปกับมัน เราจะแก้ที่ตัวปัญหา ไม่ได้แก้ที่ตัวบุคคล หรืออารมณ์ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าไม่มีการฝึก เวลาอะไรเกิดขึ้น เราจะรู้สึกโดนกระทบแรง กลายเป็นปัญหา เครียด เศร้าใจ หดหู่ ซึ่งจะไปแก้ตรงนั้นแล้ว มันยากกว่า
 
ธรรมะอยู่ในวิถีชีวิตคนเราทุกขณะ เป็นอย่างนั้นไหมคะ
               จริง ๆ ธรรมะอยู่ในชีวิตเราอยู่แล้ว เพียงแต่คนนั้นจะเห็นหรือเปล่า กายกับใจนี่ก็ธรรมะ ถ้าเราสังเกตดี ๆ มันสอนเราตลอด เมื่อกี๊หิว เดี๋ยวง่วง เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวอยากทำโน่น เดี๋ยวไม่อยากทำแล้ว นี่มันแสดงธรรมะตลอดเวลาอยู่แล้ว ทำให้เห็นว่าใจไม่เที่ยง ไม่มีอะไรเป็นอย่างนั้นตลอดกาลชั่วกัลปาวสาน มันเปลี่ยนตลอดเวลา ร่างกายก็เปลี่ยน โอเคแก่ลงทุกวัน อันนี้เรารู้อยู่แล้ว เซลล์ผิวเปลี่ยนทุกวัน วิทยาศาสตร์เขาพิสูจน์แล้วว่าร่างกายทุกวันต้องผลัดเซลล์ ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาทั้งหมด 3 เดือน ร่างกายจะเปลี่ยนเซลล์ทั้งร่างกาย ถามว่ามันแสดงธรรมะอยู่ไหม มันแสดงธรรมะอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่เราจะใส่ใจกับมันหรือเปล่า แค่เราใส่ใจกับธรรมะที่ร่างกายกับจิตใจแสดงออกตลอดเวลา เราก็เกิดการเริ่มเข้าใจในชีวิตเยอะแล้ว
  • อ่านบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ในคอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1068 ปักษ์หลังพฤษภาคม 2559

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.