วรยุทธ กิจกูล นักธุรกิจมนุษย์ล้อ พลิกจุดอ่อนเป็นจุดแข็ง           ชีวิตเป็นสิ่งไม่แน่นอน
          ชีวิตของวรยุทธ กิจกูล ก็เป็นเช่นนั้น หลังเรียนจบปริญญาตรี เขากลับมาทำงานที่บ้านเกิด สานต่อธุรกิจของครอบครัว ตั้งอกตั้งใจทำงานเพื่อความรุ่งเรืองของธุรกิจ ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนรัก ทุกอย่างในชีวิตคนหนุ่มอย่างเขาดูราบรื่นและเต็มไปด้วยความหวัง
          แต่วันหนึ่งวรยุทธกลับโดนลอบยิง ส่งผลให้ร่างกายเป็นอัมพาตครึ่งท่อน นับแต่นั้นชีวิตของเขาก็ไม่เหมือนเดิม ทว่าความไม่เหมือนเดิมนั้นกลับสร้างเส้นทางใหม่ ๆ ให้กับเขา โดยมีล้อเป็นพาหนะขับเคลื่อนสำคัญ
          ทุกวันนี้วรยุทธเป็นนักธุรกิจที่มีกิจการหลากหลาย ทั้งกิจการการพิมพ์ บริษัทจำหน่ายอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการและผู้สูงอายุ บริษัทบรรจุภัณฑ์ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ก่อตั้งองค์กรสาธารณกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้พิการในสังคมไทยอีกด้วย
          “ผมใช้คำว่ามนุษย์ล้อเต็มปาก เพราะสามารถเงยหน้าคุยกับใครก็ได้ ไม่ต้องอาย ไม่ต้องหลบใคร มีความภูมิใจในชีวิตของเราแล้ว สามารถทำอะไรก็ได้ที่ทุกคนทำ”
          และนี่คือเรื่องราวของนักธุรกิจผู้ภูมิใจกับการเป็น ‘มนุษย์ล้อ’
 
ช่วงเวลาที่ทราบว่าร่างกายต้องไม่เหมือนเดิม คิดมากจนถึงขั้นท้อกับชีวิตด้วยหรือเปล่า
มากเลยละ แวบหนึ่งคิดว่าเราไปเกิดใหม่ดีกว่า คิดขนาดนั้นเลย…แต่พอจะลงมือ คิดอีกที แล้วถ้ากูไม่ได้ไปเกิดใหม่ล่ะ เสียดายนะ ชีวิตยังมีอีกครึ่งตัว ไม่กล้าไปเกิดใหม่ เลยกลับมาว่า ถ้าเราไม่เกิดใหม่ เราจะมีช่องทางยังไงที่จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดี และช่วยเหลือตัวเองได้ยังไง ก็เริ่มคิดหาลู่ทางในการทำธุรกิจ
จนได้ทำร้านตัดผม พอได้ทำร้านตัดผม เจอเรื่องคุณยูทากะทากามิเน่ คนญี่ปุ่นซึ่งพิการ ชีวิตมีความหวังขึ้นมาตลอด ทีนี้เลิกคิดถึงความตายแล้ว คิดถึงข้างหน้าตลอดเลย ว่าชีวิตเราจะดีขึ้น ๆ มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนที่พูด
 
 
คุณเริ่มรู้สึกภูมิใจกับคำว่ามนุษย์ล้อตอนไหน
ตั้งแต่เริ่มเล่นวีลแชร์เทนนิสได้ มีความรู้สึกว่าเราทำได้นะ เรามีกิจกรรมของเรา ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ เล่นเทนนิส ความพิการไม่ใช่อุปสรรคเลย คิดได้ตั้งแต่ตอนนั้น และมาภูมิใจสุด ๆ ตอน 4-5 ปีหลัง ผมใช้คำว่ามนุษย์ล้อเต็มปาก เพราะสามารถเงยหน้าคุยกับใครก็ได้ ไม่ต้องอาย ไม่ต้องหลบใคร มีความภูมิใจในชีวิตของเราแล้ว สามารถทำอะไรก็ได้ที่ทุกคนทำ แม้กระทั่งตีกอล์ฟ เหมือนคุณกฤษณะ ไชยรัตน์ พูดว่า ถ้าสภาพแวดล้อมไม่พิการ ก็ไม่มีคนพิการ สภาพแวดล้อมมันพิการเลยมีคนพิการ
 
เข้ามาที่นี่ (บริษัทสยามนิชชิน) เราเจอพนักงานมนุษย์ล้อทั้งนั้น
ครับ ด้วยความที่ผมเป็นมนุษย์ล้อ ก็เปิดโอกาสให้คนพิการด้วยกัน คือหลังทำโรงพิมพ์ ผมมีความรู้สึกว่าคนพิการบางครั้งก็เหมาะสมกับอาชีพหนึ่ง ไม่เหมาะสมกับอาชีพหนึ่ง ตอนที่ทำโรงพิมพ์ มนุษย์ล้อของเรารุ่นนั้นส่วนใหญ่เป็นโปลิโอเยอะ เราให้เขามาทำงานหลังพิมพ์ มาพับบ้าง ห่อบ้าง เก็บเล่มหนังสือ และทำคอมพิวเตอร์ แต่รุ่นนั้นไม่สามารถเป็นพนักงานขายได้ ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง พอมาสยามนิชชิน ด้วยความที่สถานที่เตรียมไว้เหมาะกับคนพิการ เพราะตัวเราเป็นคนพิการเป็นมนุษย์ล้อที่ใช้สิ่งเหล่านี้ เรามีความรู้สึกว่า ลักษณะงานอย่างนี้ คนที่จะต้อนรับลูกค้า คนที่จะตอบปัญหาลูกค้าน่าจะตรงที่สุดคือพวกมนุษย์ล้อ ซึ่งเขาใช้ชีวิตประจำวันอย่างนี้อยู่แล้ว
 
 
เป็นปณิธานตั้งแต่เริ่มสร้างบริษัทไหมว่าคนงานที่เราจะรับต้องเป็นคนพิการ
มันอยู่ในใจอยู่แล้ว ตั้งแต่ตอนที่ทำร้านตัดผม ผมทำนวดแผนโบราณคนตาบอดด้วย เอาลูกค้าจากร้านตัดผมไปนวด มีความรู้สึกอยากช่วย ผมว่าคนพิการมีจุดเด่นและจุดแข็งในตัว ถ้าเรารู้จักใช้ คิดอย่างนี้ตั้งแต่สมัย 28 ปีที่แล้ว มั่นใจและเดินแนวทางนี้มาตลอด จนถึงโปรเจกต์ล่าสุด ผมไปทำรีสอร์ตที่อำเภอดำเนินสะดวกบ้านเกิด จากบ้านร้างเราดึงผู้คนให้กลับมาเยี่ยมมาเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง เพื่อนฝูงก็มาเที่ยว มาเยี่ยมเรา ทุกวันอาทิตย์ผมจะอยู่ที่นั่น แล้วผมก็ไปทำโรงงานบรรจุภัณฑ์ชื่อ วี.เค.เค. สานต่อจากกระดาษอ่อนเป็นกระดาษแข็ง เป็นกล่องบรรจุภัณฑ์ทั้งหลาย และมุ่งมั่นว่าจะมีคนพิการ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นพนักงานให้ได้ โดยจะรับคนแก่ที่เกษียณในพื้นที่ กับคนพิการมาทำงาน เหมือนกับที่เราบอกว่า บางทีการแข่งขันทางธุรกิจดุเดือดมาก แต่ถ้าเราเอาจุดอ่อนของคนพิการ
มาหล่อหลอมรวมกัน มันน่าจะเป็นจุดแข็ง
 
 
แต่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามจุดอ่อน แล้วหาแต่จุดแข็งของตัวเองว่าคืออะไร เพื่อไปแข่งกับคนอื่น
เรารู้สึกว่าบางทีสิ่งที่เสียใจที่สุดในชีวิต เพราะเจออุบัติเหตุ เป็นอัมพาต มีความรู้สึกว่าหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง กลับเป็นสิ่งที่ดี ที่ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีธุรกิจได้ แล้วคนก็มาเลียนแบบไม่ได้ ทุกวันนี้เพื่อนสมัยมัธยมฯ สมัยมหาวิทยาลัย ถามว่า ถ้ามึงไม่ได้เป็นแบบนี้ คิดว่าวันนี้จะมาถึงตรงนี้ไหม ผมก็บอกว่าน่าคิดนะ ระหว่างที่เราทำงาน ไม่เคยคิดว่าจะถึงจุดหมายตรงไหน ไม่ได้กะเกณฑ์ว่าวันนั้นต้องมาถึงเมื่อไหร่ แต่ทำไปเรื่อย ๆ ด้วยความสนุก ด้วยความมุ่งมั่นตลอด
 
  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ในคอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1060 ปักษ์หลังมกราคม 2559

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.