วีรพร นิติประภา พั้งค์ มายาคติ และซีไรต์ ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ คือนวนิยายเล่มแรกในชีวิตของวีรพร นิติประภา ซึ่งผลงานของเธอได้คว้ารางวัลซีไรต์ประจำปี 2558 มาครอง ความน่าสนใจของวีรพรนอกจากจะเป็นนักเขียนที่เขียนนวนิยายเล่มแรกแล้วได้รางวัลใหญ่ทางวรรณกรรม เธอยังเริ่มต้นลงมือเขียนในวัย 40 ปลาย ๆ และเมื่อ ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปลายปี 2556 นวนิยายเรื่องนี้ก็ได้กลายเป็นหนังสือในดวงใจใครหลาย ๆ คน

ผู้หญิงที่ชอบใส่เสื้อผ้าสีดำ นิยมความเป็นพั้งค์ เข้าใจถ่องแท้เรื่องมายาคติ คือตัวตนบางส่วนของ วีรพร นิติประภา ที่เราได้ทำความรู้จักกับเธอ

หลังทราบผลว่า ‘ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต’ เป็นนวนิยายที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ความรู้สึกของนักเขียนเป็นอย่างไร
งงค่ะ แต่ภายในก็เหมือนเดิม คงไม่ทำให้เราเขียนหนังสือดีขึ้นหรือแย่ลงจากการได้รางวัล แต่ในแง่หาเลี้ยงชีพคิดว่าน่าจะง่ายขึ้น เพราะหลาย ๆ ปีมานี้ ถามตัวเองว่าฉันจะทำอาชีพเขียนไปได้เรื่อย ๆ ไหม เพราะมันไม่ได้มีรายได้เยอะ เรามีครอบครัว มีลูกต้องดูแล แต่จากนี้ไปตราบเท่าที่มีเรื่องจะเขียน เราก็จะเขียนไปได้เรื่อย ๆ แหละ

สำหรับนวนิยายเรื่องนี้ ระหว่างชื่อเรื่องกับเนื้อเรื่องอะไรมาก่อนกัน
ชื่อเรื่องมาเลยตั้งแต่ก่อนลงมือเขียนด้วยซ้ำ อย่างที่บอกว่าเริ่มต้นเขียนในปี 2553 มีสถานการณ์ชุมนุมแถวราชปรารภ-ดินแดง ในวันที่มีการล้อมปราบ แล้วมีคนเสื้อแดงเผายางอยู่ข้างล่าง เรานั่งรถขึ้นทางด่วนไปกับสามี ปรากฏว่าพอเลี้ยวปุ๊บ ปั้ง...เจออุโมงค์ควันเป็นสีดำ เฮ้ย... เขายิงกันอีกแล้ว มีความวุ่นวายมีความขัดแย้งแบบนี้อีกแล้ว เราก็ค่อยกระดึบ ๆ ไป ความรู้สึกเหมือนฉันคือไส้เดือน ระยะทางประมาณไม่กี่เมตรแต่ใช้เวลา 20 นาที และยังจำว่าได้บอกสามีว่าฉันต้องเขียนถึงเรื่องนี้

กลายเป็นว่าชื่อเรื่องนี้ คนเห็นแล้วต้องตั้งคำถามว่าเกี่ยวกับอะไรนะ จนกว่าจะได้ลงมืออ่านถึงจะรู้
ใช่ค่ะ ตอนออกใหม่ ๆ ก็ไปอยู่หมวดเกษตรอินทรีย์นะคะ (หัวเราะ)

นวนิยายเรื่องนี้ตั้งใจเรื่องภาษาเป็นพิเศษ
ใช่ค่ะ อาจจะโดดเด่นขึ้นมาเพราะว่าเราผ่านยุคที่คนเริ่มเขียนงานด้วยภาษาแบบภาษาเขียน แต่คนสมัยนี้เริ่มเขียนเป็นภาษาพูดแล้วก็ง่าย ๆ ซึ่งมีเหมือนกันที่นักอ่านบางคนเขาบอกไม่ชอบไส้เดือนตาบอดฯ เลย เพราะภาษามันเยอะ เขาทนไม่ไหว รุ่มร่าม ฟุ่มเฟือย เวิ่นเว้อ ซึ่งก็จริงถ้าเทียบกับเรื่องอื่น ๆ

ในแง่ของสารที่ตั้งใจสื่อไปถึงผู้อ่าน คิดว่าถึงวันนี้คนอ่านเข้าใจแล้วหรือยังคะ
ไม่จำเป็น เราทำหน้าที่เขียนนะคะ ต่อให้เป็นเรื่องของมายาคติ เป็นมายาคติเกี่ยวกับความรัก เข้าใจว่าไม่ว่าจะอ่านระดับไหนต้องเห็นตรงนี้แล้วแหละ เป็นมายาคติของความรัก คำถามก็คือว่าเล่าเรื่องความขัดแย้ง มันต่างกันยังไงเหรอ มายาคติก็มายาคติ ไม่ว่าจะมายาคติความรักหรือมายาคติความเกลียด มายาคติก็คือมายาคติใช่ไหมคะ ถ้าคุณเข้าใจเม็ดทรายเม็ดหนึ่ง เข้าใจทะเลทรายทั้งทะเลทรายได้ ก็เข้าใจได้หมดแหละ ไม่ต้องมาบอกว่านี่เรื่องรัก นี่เรื่องชัง นี่เรื่องโน้นเรื่องนี้ นักเขียนไม่ได้มีหน้าที่นั้น แต่ยังไงก็แล้วแต่ในเรื่อง suggest เรื่องอุดมคติ ซึ่งอันนี้พูดค่อนข้างบ่อย เพราะความขัดแย้งในประเทศคนมักจะพูดว่ามันเกิดขึ้นจากอคติ ไม่ใช่ มันเกิดขึ้นจากอุดมคติต่างหาก คุณมีสังคมที่คุณอยากได้ คุณอยากได้ประชาธิปไตย อยากได้คุณธรรม อยากไร้คนโกง อยากได้โน่นนี่นั่น ทุกคนมีสังคมอุดมคติในใจหมด ซึ่งสังคมอุดมคติเหล่านี้ถูกออกแบบมา ถูกคิดมา เพื่อให้คนในชาติอยู่ด้วยกันได้ และนี่มันอะไร ทุกคนมีอุดมคติหมดแต่เราอยู่ด้วยกันไม่ได้

ในวัย 40 กว่าเขียนนวนิยายเรื่องแรกแล้วประสบความสำเร็จ ประเด็นนี้นับเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นเหมือนกันนะคะ ในการที่จะลุกขึ้นมาเริ่มต้นทำอะไรสักอย่างโดยไม่คำนึงว่าจะอายุเท่าไหร่
จะดีใจมากเลยค่ะถ้าเป็นอย่างนั้น แต่ก็กลับมาเรื่องมายาคติอีก เนื่องจากว่า เฮ้ย...มีใครบอกคุณเหรอว่าคุณต้องเขียนนิยายตอนอายุเท่าไร คุณเขียนเมื่อคุณพร้อม เขียนเมื่อมีเรื่องที่จะเขียน ก็เท่านั้น ฉะนั้นในขณะเดียวกัน 48 ก็จะกลายเป็นมายาคตินะ นั่นหมายความว่าจริง ๆ แล้วคนอายุ 88 ก็สามารถเริ่มเขียนได้ ส่วนเรื่องจะสำเร็จไหมมันอีกเรื่องหนึ่ง
  • อ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ ฉบับที่ 1057 ปักษ์แรกธันวาคม 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.