สอนลูกให้รู้จักจน สมบัติ-ณัฐนัย อนันตรัมพร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) คือผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสายสัญญาณที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
 
รุ่นพ่อ คุณสมบัติ อนันตรัมพร และภรรยา ก่อตั้งบริษัทมาด้วยเงินทุนเพียง 250,000 บาท ปัจจุบันกลุ่มบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ มียอดรายได้แตะ 3,000 ล้านบาท และได้รับเลือกจากนิตยสารฟอร์บเอเชีย ให้ติดอันดับ 200 บริษัทที่มีการเติบโตสูงสุดในเอเชีย Best Under A Billion the region’s Top 200 Small and Midsize and companies on the Forbes Asia
 
รุ่นลูก ณัฐนัย อนันตรัมพร เข้ามารับไม้ต่อร่วมดูแลบริษัทในเครือ และก่อตั้งบริษัทใหม่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) ซึ่งกลายเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเดิมเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ กลุ่มบริษัทเดียวกันสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ถึง 2 บริษัท นับว่าน้อยมากที่บริษัทครอบครัวจะทำได้เช่นนี้...ล่าสุดเขาเพิ่งได้รับรางวัล Asia Best Employer Brand Awards 2015 โดยเป็นนักธุรกิจอายุน้อยที่สุดที่ได้รางวัล

วันนี้เราไม่ได้มาพูดคุยกับพ่อลูกด้วยคำถามทางธุรกิจใด ๆ แต่เราขอทราบถึงวิธีการปั้นลูกชายคนเดียวให้แกร่ง ให้เก่ง แบบที่หลายคนเห็นแล้วต้องชื่นชม ซึ่งคุณสมบัติเล่าว่าได้นำทั้งประสบการณ์ที่ตัวเองเดินผ่านมาบอกต่อ และที่สำคัญคือได้น้อมนำแนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นหลักคิดเสมอ

หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็ก คุณณัฐนัยรู้สึกอย่างไรกับวิธีการสอนของคุณพ่อคะ
คุณพ่อใช้วิธีซึม เรามีโอกาสได้เดินในงานต่าง ๆ เป็นการปลูกฝังให้เราอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ท่านอยู่ ทำให้เรารู้สึกชิน และชอบ ถ้ามองย้อนกลับไปผมว่าเป็นเรื่องดี  เพราะว่าโลกสมัยนี้ทุกอย่างโดนสิ่งเร้าภายนอกเป็นตัวกำหนดหมด ท่านสร้างสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ให้ พอเราเริ่มทำธุรกิจ การที่เราใช้วิธีคิดแบบท่าน ทำให้เราโตกว่าวัย ซึ่งมันเหมาะกับการทำธุรกิจ การทำธุรกิจถ้าคุณคิดแบบเด็กเมื่อไหร่ โอกาสประสบความสำเร็จจะต่ำ แต่ถ้าเราคิดแบบผู้ใหญ่ เหมือนผู้มีประสบการณ์จะเป็นเรื่องดี อีกอันหนึ่งคือคุณพ่อสอนให้ทำธุรกิจโดยวิธีการ learning by doing คือแทนที่จะบอกให้ทำนี่ทำนั่น ท่านเปลี่ยนให้เราทำ แล้วท่านอยู่ห่าง ๆ เหมือนสอนลูกเดิน ถ้าเราจับเขาเดินเขาอาจจะเดินไม่ได้ แต่ถ้าเราลองให้เขาล้ม ลองให้เขาเจ็บให้เขามีแผล มันจะจำ เลยมองว่าวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดี ทำให้เราซึมซับ แล้วกล้าที่จะทำอะไรหลาย ๆ อย่าง
 
วิธีการทำงานถือว่าเดินตามรอยคุณพ่อ แล้ววิธีคิดในการดำเนินชีวิตล่ะคะ ใกล้เคียงกันไหม
ณัฐนัย : ใกล้เคียงกันมากครับ วิธีคิด วิธีบริหารงาน ผมเป็นคนดื้อ ท่านก็เป็นคนดื้อ ต่างคนต่างดื้อ เพราะฉะนั้นในขอบเขตที่เราบริหาร เราจะมีวิธีการบริหารงานคล้าย ๆ กัน
 
สมบัติ : เหนืออื่นใด เราประสบความสำเร็จด้วยความกตัญญู โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับระบอบพระมหากษัตริย์ เรามีความจงรักภักดีกับในหลวง และราชวงศ์สูงมาก ที่ครอบครัวเราทำกันอยู่ประจำ คืออะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ทำถวายพ่ออยู่หัว หรือราชวงศ์ ครอบครัวเราจะไม่รีรอ
 
ถ้ามีโอกาสทำอะไรเพื่อประเทศชาติผมจะทำ พระเจ้าอยู่หัวเป็นองค์ต้นแบบที่ทำให้เราได้เรียนรู้อย่างหนึ่งคือความพอเพียง ในการทำธุรกิจบางทีมีความน่ากลัวอยู่อย่างหนึ่ง เพราะจะพูดถึงผลประโยชน์ ซึ่งมันสามารถเข้ามาได้อย่างมากมาย แต่ด้วยพระจริยวัตรของพระองค์ท่านที่เราได้ซึมซับ และเรียนรู้ ทำให้เราเลือกทำทุกอย่างให้มีความถูกต้องมีความตรงไปตรงมา แล้วยังต้องมีการเจือจุน

คุณณัฐนัยเคยสงสัยในวิธีการเลี้ยงลูกให้แกร่งของคุณพ่อบ้างไหมคะ
ณัฐนัย : ผมมีพี่น้อง 4 คน ผมเป็นผู้ชายคนเดียว เมื่อมีการเปรียบเทียบ ทุกการเปรียบเทียบทำให้เกิดความน้อยใจ แต่พอโตขึ้นมาแล้วกลับมาดู จริง ๆ มันดีนะ ถ้าเราสบายเราก็ไม่กระหาย ไม่จำเป็นต้องทำงานหนัก พอเราไม่ทำงานหนัก โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็ต่ำ โอกาสที่บริษัทจะโตก้าวกระโดดก็ต่ำ เพราะเราไม่มีแรงผลัก แต่ถ้าถาม ณ จังหวะนั้นน้อยใจไหม แน่นอนครับ ผมนั่งรถเมล์กลับบ้าน...เพราะฉะนั้นเราจะเปรียบเทียบตลอด แต่วันนี้ผมมองเป็นเรื่องดี
 
สมบัติ : เราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ผมให้ลูกชายนั่งรถเมล์ ลูกสาวไม่เป็นไร ณัฐนัยบอกเขาเรียนรู้แล้วการนั่งรถเมล์ ไม่ต้องให้นั่งทุกวันก็ได้ แต่ผมให้นั่งทุกวัน เพราะผมเองในประสบการณ์ที่โตมา เราได้เรียนรู้จากสิ่งที่เราสัมผัสนั่งรถเมล์ทุกวันได้เรียนรู้โดยที่เราไม่ รู้ตัว สมัยเรียนหนังสือเด็ก ๆ อย่าเรียกว่านั่งรถเมล์เลย เอาขา 1 ขาอยู่บนรถเมล์แล้วก็ห้อยมาตลอด ก็ได้เรียนรู้อะไรมา มันเป็นกลไกที่สร้างให้เรารู้ว่าเราจะต้องอยู่ได้ในสภาวะแวดล้อมอย่างนี้ อย่าไปมองเป็นความทุกข์ มันเป็นความสุข คือผ่านมาแล้วจะเป็นความสุข

คุณสมบัติมองลูกชายในวันนี้แล้วรู้สึกอย่างไร
ผมบอกตลอดว่าต้องการสร้างอภิชาตบุตร คือบุตรที่ยิ่งใหญ่กว่าพ่อแม่ เราให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูกเราไม่ต้องเป็นกังวลว่าคนอื่นจะคิดยังไง สิ่งที่เราให้มันมีความรัก แล้วผมเชื่อว่าผลจะออกมาเอง อย่าไปตั้งใจว่าต้องการอย่างนี้ ต้องทำอย่างนี้ แล้วเราไปสอนลูก มันเข้าข่ายแม่ปูสอนลูกปู สิ่งที่เราสอนลูกก็คือตัวเรา ครอบครัวเรา ไม่ได้สอนอะไรแตกต่างเลยนะ เขาเป็นเงาสะท้อนในสิ่งที่เราทำ
 
เมื่อถึงวันที่คุณณัฐนัยเป็นคุณพ่อบ้าง คิดว่าจะเอาวิธีการของคุณพ่อไปใช้ต่อไหมคะ
ผมคิดมาตลอดนะครับ ผมเชื่อว่าวิธีการเลี้ยงของท่านดี คีย์คอนเซ็ปต์คือต้องรู้จักความลำบาก คุณพ่อสอนให้ผมเริ่มมาจากศูนย์ ผมก็กลับไปอยู่จุดเดียวกับคุณพ่อได้เหมือนกัน ลูกผมเขาก็ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แล้วต้องกลับไปจุดนั้นได้ เพราะเราไม่รู้หรอกอนาคตจะเกิดอะไร ผมคิดว่าความสำคัญคือเราต้องรู้ที่มาที่ไป เราต้องรู้ว่าจะอยู่กับมันยังไง
  • อ่านบทสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ ในฉบับที่ 1057 ปักษ์แรกธันวาคม 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.