วิชาชีวิต ปารเมศร์ รัชไชยบุญ “ถ้าคุณไม่มี passion ถ้าคุณไม่สนุกกับงาน อย่าทำมันเลย”
“ชีวิตมีอยู่ 3 คำ คือสิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่อยากทำ”
“อย่าลืมสร้างเบอร์ 2 ไว้แล้วกัน เพราะนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุด มันดีต่อองค์กรและดีต่อตัวคุณเองด้วย”
“ต่อให้คุณเตรียมพร้อมยังไงก็แล้วแต่ จริง ๆ แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ตอนนี้คืออยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด”

นี่คือบางส่วนในบทสนทนาของเรากับปารเมศร์ รัชไชยบุญ ประธานกิตติมศักดิ์ นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย 4 สมัย หนุ่มใหญ่ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงโฆษณา กว่า 30 ปีในวงการ เขาทำงานกับบริษัทชื่อดังมาแล้วหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Ssc&B Lintas Ltd., ลีโอเบอร์เนทท์, บริษัท เทด เบสท์, เดนท์สุ ยังก์ แอนด์ รูบิแคม จำกัด โดยเฉพาะที่เดนท์สุ ยังก์ แอนด์ รูบิแคม เขาได้ก้าวถึงตำแหน่งประธานบริษัท

แต่เพราะ wake up call ครั้งแรก ส่งสัญญาณเตือนให้เขารู้ตัวว่าสิ่งที่เป็นอยู่นั้นควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เขาจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำตำแหน่งใหญ่โต มาเปิดบริษัทของตัวเอง เลือกทำเลที่ตั้งอยู่ในอาณาเขตของบ้าน เพื่อสร้างสมดุลให้ชีวิต ทว่าเมื่อปีก่อนปารเมศร์กลับต้องเจอกับ wake up call ครั้งที่ 2 ซึ่งหนักหนากว่าครั้งแรก ด้วยโรคที่น้อยคนในโลกจะเป็น ล่าสุด wake up call ครั้งที่ 3 ก็มาเตือนเขาอีก จากอาการหัวใจวาย

จากความตั้งใจแรกที่อยากพูดคุยเรื่องความเจ็บป่วยกับเขา แต่เมื่อนั่งลงตรงหน้า กลับรู้สึกว่านอกจากเรื่องโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ผู้ชายคนนี้กำลังถ่ายทอดสิ่งสำคัญที่กลั่นมาจากประสบการณ์และบทเรียนของเขาโดยตรงให้กับเราอีกด้วย นั่นคือ...วิชาชีวิต
 
 
ช่วงที่คุณป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลหลายเดือน ขณะนอนอยู่บนเตียงได้ทบทวนเรื่องอะไรในชีวิตบ้าง
มันเป็นสิ่งที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ คือในชีวิตมีอยู่  3 คำคือ สิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่อยากทำ เราเสียเวลากับคำว่า ‘ต้องทำ’ กับ ‘ควรทำ’ มาก ต้องทำคือถ้าไม่ทำก็ไม่มีกิน เพราะนี่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ควรทำเพราะเป็นสิ่งที่สังคมบอกไว้ ถ้าคุณไม่ทำ อย่างนั้นก็ผิดจรรยา ผิดประเพณี ผิดจารีต จนในที่สุดแล้วสิ่งที่อยากทำ ที่เราปัด ๆ ไว้ก่อน ที่บอกว่า เอาไว้แก่ ๆ ค่อยทำ อยากฟังเสียงนกร้อง อยากไปเที่ยวหัวหิน อยากไปดูพีระมิด ฯลฯ ผัดไปอยู่นั่นแหละ สุดท้ายสิ่งที่อยากทำ ไม่ได้ทำ
 
อย่างที่บอกว่า wegeners disease ยังไม่มีการศึกษาว่าสาเหตุมาจากไหนกันแน่ แต่ถ้าเอาการตั้งสมมุติฐานของตัวคุณเองล่ะ คิดว่าสาเหตุมาจากอะไร
ส่วนตัวผมว่า หนึ่งคือความเครียด สองคือการเรียงลำดับเรื่องของชีวิตไม่ดี ผมเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับการใช้ชีวิต เขาบอกว่าชีวิตของคนก็เหมือนกับเป็น Juggler ตัวตลกในคณะละครสัตว์จะโยนของหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน โดยระวังไม่ให้ตกลงมา เขาบอกว่า ทุกคนในชีวิตต้องโยนของอยู่ 5 ชิ้นด้วยกัน 4 ชิ้นเป็นแก้ว 1 ชิ้นเป็นยาง ที่เป็นแก้วคือ self ตัวตนของตัวเอง health สุขภาพ family ครอบครัว และ friends คือเพื่อน ส่วนลูกที่เป็นยางคือ wealth ความมั่งคั่ง เรื่องของอาชีพ การงาน ซึ่ง wealth เป็นลูกเดียวที่ตกแล้วจะขึ้นมาอีกได้ และมันจะสูงกว่าเก่าด้วยซ้ำ แต่อีก 4 ลูกเป็นแก้ว ตกลงไป ถ้าไม่บิ่น ร้าว ก็แตก ปัญหาคือมนุษย์ทุกคนโฟกัสกับลูกเดียว คือลูกที่เป็น wealth และไม่สนใจ 4 ลูกที่เหลือ wealth ลูกนี้ตกแล้วกระดอนขึ้นมาได้ แต่อีก 4 ลูก ถ้าตกแล้ว ยากที่จะประสาน นี่คือการบาลานซ์ สำหรับผมที่ผ่านมาบาลานซ์ชีวิตไม่ดี นั่นเป็นส่วนหนึ่ง
 
ด้วยงานที่คลุกคลีกับวงการโฆษณามานาน คุณมักได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรเรื่องการสร้างคุณค่าแบรนด์ แผนการตลาด แต่หลัง มานี้เห็นคุณไปพูดเรื่องการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นด้วย
หลัง ๆ มีคนชวนไปพูดเยอะเหมือนกัน ปกติผมไปสอนเรื่อง branding เขาบอกไม่จำเป็นพี่ เพราะมีคนพูดเรื่องแบบนี้อยู่เยอะแล้ว ก็เคยไปพูดให้คุณธนา เธียรอัจฉริยะ หลักสูตร ABC (Academy Of Business Creativity) เขาบอกสอนผู้บริหารรุ่นใหม่เรื่องวิธีการใช้ชีวิตดีกว่า เพราะทุกวันนี้ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะดูเรื่องความสำเร็จว่าฉันจะประสบความสำเร็จสูงสุดเท่าไหร่ ฉันจะได้เงินเท่าไหร่ โดยลืมอย่างอื่นไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต เรื่องของคำว่าคุณธรรม ก็ไปช่วยพูดเรื่องนี้ เพราะจริง ๆ แล้วในโลกเรานี้มีเรื่องอื่น ๆ อีกเยอะมาก ไม่เฉพาะเรื่องของคำว่าเงิน หรือคำว่าความสำเร็จ ไม่ใช่ตำแหน่งสูง ๆ ถึงแปลว่าความสำเร็จ ใช่ว่าเรื่องของการมีเงินเดือนเยอะ ๆ จะแปลว่าความสุข
  • คอลัมน์เปิดใจสนทนา ฉบับที่ 1048 ปักษ์หลังกรกฎาคม 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.