​​ครัวสีแดง : เห็นแก่มะเขือเทศบ้าน ๆ อุรุดา โควินท์

    “เขียนหนังสือต้องตากแดดด้วยเหรอ” น้องสาวถาม เมื่อฉันบ่นว่าเมื่อไรฤดูร้อนจะผ่านไปเสียที มันช่างร้อนจริงร้อนจัง ร้อนจนไม่เป็นอันทำอะไรถ้าไม่ได้ตากแอร์
    มาเชียงราย ฉันหวังจะบอกลาเครื่องปรับอากาศหากต้องอยู่เชียงรายโดยนอนเปิดแอร์ ฉันก็ผิดหวังมากถึงมากที่สุด
    ฉันเปิดแอร์นอนมา 2 วันแล้ว (ไม่ไหวจริง ๆ )
    “ไม่ตากแดดก็ร้อน อยู่ในบ้านก็ร้อน นี่ขนาดบ้านเรามีสวน และสวนก็จะเป็นป่าอยู่แล้ว” ฉันบอก
    พลันนึกถึงบ้านใหม่หลังข้าง ๆ สิ่งที่เขาทำลำดับแรกคือโค่นลิ้นจี่ทุกต้น (ไหนว่าซื้อที่แถวนี้เพราะต้นไม้เยอะ) แต่ก็นะ บ้านติดแอร์ทุกห้อง จะเป็นไรไป (ยักไหล่ค้างไว้)
    “แกมานี่เลย” แพร์ว่า เดินนำฉันไปทางกอไผ่
    ฉันยังยืนเฉย (ก็มันร้อน)
    เธอกวักมือ “มาซี่ มาดูประโยชน์ของแสงอาทิตย์ มาดูว่าฤดูร้อนให้อะไรเราบ้าง”
    เดินตามอย่างเซื่อง ๆ
    เธอจะพาไปดูอะไร ฉันยังไม่รู้ ที่แน่ ๆ สิ่งที่ฤดูร้อนมอบให้ฉันคืออาการว่าง่าย หรืออีกนัยหนึ่ง คือร้อนเกินกว่าจะดื้อดึง
    ที่ดินของเธอเป็นชายธง ส่วนที่เป็นปลาย (เกือบ) แหลมนั้น ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้าง และตอนนี้มันเต็มไปด้วยผัก...คะน้า พริก ตะไคร้ มะเขือเทศลูกเล็ก ลูกใหญ่ มะเขือม่วง กะเพรา ดอกชมจันทร์ ทุกสิ่งอย่างไม่จัดว่างามงด (แน่นอนเธอไม่ใช้ปุ๋ย ไม่ใช้ยา) แต่มันน่ากินมาก
    “ในฤดูฝน เราปลูกผักไม่ได้มากเท่านี้” เธอพูดความภาคภูมิล้นออกมา จากน้ำเสียง แววตา และท่าทาง
    เห็นทีต้องเลิกบ่นเรื่องร้อน รีบคิดว่าจะเอามะเขือลูกเล็ก ๆ พวกนี้ไปทำอะไร ช่างสดเหลือเกิน น่ากินเป็นที่สุด
    “ฉันไม่ค่อยมีเวลา ให้คนปลูกผักไว้ แต่กินไม่ทัน แกมาก็ดีแล้ว ช่วยกันหน่อย คะน้านี่ อีกไม่กี่วันก็แก่ ราดหน้า ผัดซีอิ๊ว ว่ากันไป”
    คะน้าน่าสนใจ แต่มะเขือเทศบ้าน ๆ ลูกเล็ก ๆ กลม ๆ ที่มีตั้งแต่ลูกเขียว เขียวอมเหลือง ส้มอ่อน จนไปถึงสีส้มสุก-นี่ต่างหาก ที่เตะตาฉัน
    ฉันวิ่งไปหยิบตะกร้ากับกรรไกรในบ้าน (ลืมความร้อนโดยพลัน) แล้วเก็บมะเขือเทศทีละช่อ ทีละต้น สุขใจ อิ่มเอิบใจ ได้กินผักปลอดสารพิษที่ปลูกเอง (มโน)
    นั่นคือเหตุการณ์ในเย็นวาน ส่งผลให้มีน้ำพริกอ่องถ้วยใหญ่ในเช้านี้ เมื่อวานฉันกินน้ำพริกอ่องกับไข่ต้มและผักลวก (เท่าที่หาได้)
    ฉันทำน้ำพริกอ่องอย่างง่าย ๆ ตำพริกแห้ง กระเทียม หอมแดง 3 อย่างจนเนียน เติมกะปินิดหน่อย แล้วตักน้ำพริกมาผัดในกระทะ ใช้น้ำมันน้อยที่สุด ไฟอ่อนที่สุด ผัดจนหอมคลุ้งไปทั้งครัว จึงใส่หมูสับลงไป (เลือกแบบติดมันนิดหน่อย) เร่งไฟเป็นไฟกลาง ผัดหมูให้สุกราว 70 เปอร์เซ็นต์ แล้วจึงใส่มะเขือเทศ ใส่แค่พอเหมาะ เพราะมะเขือเทศชนิดนี้รสเปรี้ยวกว่ามะเขือเทศสีดา แต่ถ้าใครชอบเปรี้ยว จะใส่มากเท่าไรก็ย่อมได้
    ผัดต่อให้มะเขือเทศช้ำ แล้วเติมน้ำนิดหน่อย เคี่ยวไฟอ่อนกระทั่งมะเขือเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำพริกปรุงรสด้วยเกลือกับน้ำตาลเล็กน้อย เวลากินฉันชอบโรยต้นหอมซอยมาก ๆ กินกับไข่เป็ดต้มแข็ง และข้าวเหนียว อร่อยที่สุดในโลก (ทำปากจู๋ด้วย)
- - - - -
  • คอลัมน์ครัวสีแดง ฉบับที่ 1045 ปักษ์แรกมิถุนายน 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.