ริมรั้วหัวใจ...แม้ดวงจันทร์จะเว้าแหว่ง แต่ก็ยังคงส่องแสงสว่างไสว : โดม วุฒิชัย

    ในช่วงงานมหกรรมหนังสือที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ที่ผ่านมา ผมได้ไปนั่ง ๆ ยืน ๆ ที่บู๊ธของบริษัทเคล็ดไทย ซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายหนังสือที่ผมจัดพิมพ์ขึ้น เขาจัดพื้นที่ให้ไปแจกลายเซ็นเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการขาย ตอนนี้สำนักพิมพ์ที่ผมทำมีหนังสือออกมาถึง 9 เล่มแล้ว ถึงแม้หนังสือจะไม่ได้ขายดิบขายดีอะไร แต่เวลาที่ผ่านไปก็สอนบางสิ่งบางอย่างให้กับผมมากมาย
- - - - - 

ผมมองดูหนังสือแต่ละเล่มที่ผมจัดพิมพ์ขึ้นมา ตั้งแต่เล่มแรก ๆ จนถึงล่าสุด เมื่อวางกองรวมกันอยู่กับหนังสือของผู้อื่นก็เปรียบเสมือนสินค้าชนิดหนึ่ง แต่สำหรับตัวผู้เขียนนั้นมันเป็นมากกว่าสินค้ามาวางขายเท่านั้น เพราะเรื่องราวต่าง ๆ ที่อยู่ในหนังสือนั้นคือชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเล่มไหนก็ล้วนเป็นเรื่องที่เขียนมาจากเรื่องจริงที่ประสบพบพานมาทั้งสิ้น หนังสือแต่ละเล่มจึงเปรียบเสมือนรอยต่อของแต่ละช่วงตอนของชีวิต เมื่อเห็นปกเล่มไหนผมก็จะรู้ได้ในทันทีว่าช่วงชีวิตช่วงนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

เท่าที่ตรวจเช็กยอดจำหน่ายที่ผ่านมา หนังสือแต่ละเล่มของผมพอจะดูแลตัวเองได้ ถึงแม้ไม่ได้ทำกำไรมากมาย แต่ก็ไม่ทำให้ถึงกับต้องควักเนื้อหรือต้องเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ แต่ถ้ามองในแง่การลงทุนทำธุรกิจอะไรสักอย่างเพื่อให้ได้กำไรเป็นเงินทอง ควรใช้เงินจำนวนนี้ไปทำอย่างอื่นน่าจะเหมาะกว่า

แต่เมื่อถามตัวเองอีกกี่ครั้งผมก็ยังจะตอบเหมือนเดิมว่า ถ้ามีเงินผมก็ยังยืนยันว่าจะทำสำนักพิมพ์อยู่ดี ไม่ใช่เพราะความดื้อรั้น หรือหยิ่งทะนงในตนเองเลย แต่เพราะผมถือว่างานนี้คือเป็นการทำสิ่งที่รักให้ปรากฏเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อมีการรวมเล่มก็ผ่านการขัดเกลาแล้วขัดเกลาอีก กว่าจะเสร็จเป็นหนังสือสักเล่มก็ได้ใช้เวลาอย่างเต็มที่จนรู้สึกพอใจจึงส่งจัดพิมพ์ เมื่อหยิบมาดูอีกกี่ครั้งก็ยังจะจดจำความรู้สึกดี ๆ ที่เกิดขึ้นได้

หนังสือแต่ละเล่มกว่าจะเป็นรูปเล่มนั้น ไม่ใช่มีเพียงแค่ผมทำงานคนเดียวเท่านั้น ยังมีเพื่อนผู้มีน้ำใจช่วยออกแบบปกและจัดรูปเล่ม บรรณาธิการส่วนตัวช่วยดูแลต้นฉบับ คนแปลภาษาอังกฤษให้กับบางเล่มนอกจากจะไม่เอาค่าแปลแล้ว บางเล่มก็ร่วมหุ้นในการจัดพิมพ์ด้วย การได้ร่วมงานกับผู้อื่นได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกัน เป็นเรื่องที่ดีสำหรับชีวิต กว่าจะออกมาเป็นหนังสือเล่มหนึ่งนั้นทำให้ผมได้ทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและผ่านไปแล้วอีกมากมาย

ผมมองเห็นว่าหนังสือที่ผมจัดพิมพ์ขึ้นมาเหล่านี้ ได้บอกบางสิ่งบางอย่างในการเรียนรู้ชีวิตในแต่ละช่วงวัย เพราะผมไม่ได้พะวงกับผลได้ผลเสียเท่าไรนักกับการจัดพิมพ์หนังสือ ถ้าผมคิดเรื่องผลได้ผลเสียมากเกินไปก็คงไม่มีหนังสือเหล่านี้เกิดขึ้น เพราะอาจจะทำให้กลัวขาดทุนจึงไม่กล้าทำ

ถ้าเรามัวแต่คิดถึงผลได้ผลเสียมากเกินไปในการกระทำอะไรลงไปสักอย่าง จะทำให้เราให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่าเรื่องอื่น ถ้าคิดว่าพิมพ์หนังสือแล้วขาดทุนแน่นอนก็อาจไม่กล้าลงทุน หรือคิดว่าถ้าพิมพ์แล้วต้องได้กำไรมหาศาลก็อาจทุ่มทุนกู้หนี้ยืมสินมาจัดพิมพ์หนังสือมากมาย เพราะมั่นใจว่าต้องได้กำไรแน่นอน ผมจึงแค่มีความคิดว่าทำในสิ่งที่ตนสามารถทำได้ตามกำลังก็พอแล้ว

ความจริงแล้วการดำเนินชีวิตในทุกรูปแบบและทุกอาชีพล้วนมีได้กับเสียด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ชีวิตเองว่าจะมองว่าได้อะไรเสียอะไรเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันจึงต้องเรียนรู้การเผชิญหน้าการได้กับเสียอย่างรู้เท่าทันต่อทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต
- - - - - 
  • อ่านเพิ่มเติมได้ในคอลัมน์ริมรั้วหัวใจ ฉบับที่ 1056 ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2558

อ่านบทความย้อนหลัง
<




473/1-4 ซอยประชาสงเคราะห์ 2 ถนนประชาสงเคราะห์ แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0-2641-7941-50 แฟกซ์ 0-2248-5819 อีเมล: info@kwanruen.com
Copyright © 2011-2014 Kwanruen Magazine. All right reserved.